กรณีศึกษาที่ 7 · กลไกรพ.สต.

รพ.สต.บ้านชะอวด อ.จุฬาภรณ์

เมื่อพื้นที่ทำงานบริหารด้วยแนวคิด “สุขเป็น” คนทำงานก็มีสุข งานก็มีประสิทธิภาพ — รพ.สต.บ้านชะอวด อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช

จ.นครศรีธรรมราช

1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)

รพ.สต.บ้านชะอวด ตั้งอยู่ที่หมู่ 4 ตำบลบ้านชะอวด อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (ขึ้นกับ สสอ.จุฬาภรณ์) ปัจจุบันมี นายไชยยุทธ มะเกลี้ยง ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ โดยให้บริการสาธารสุขขั้นพื้นฐานแก่ประชาชนในพื้นที่

รพ.สต.บ้านชะอวด เริ่มทำงานโครงการสุขเป็นกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์มาตั้งแต่ระยะที่ 1 ของโครงการ (พ.ศ.2565-2567) ผ่านการแนะนำของศูนย์อนามัยที่ 11 นครศรีธรรมราช ซึ่งพื้นที่นครศรีธรรมราชนั้น ทางมูลนิธิฯ ได้ดำเนินโครงการเรื่องการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นอยู่ก่อนหน้านั้นแล้วกับทางเทศบาลตำบลหัวไทร ดังนั้น เมื่อเริ่มดำเนินการโครงการสุขเป็น จึงตั้งใจให้ พื้นที่ ต.บ้านชะอวดเป็นพื้นที่ดำเนินการหลัก และเทศบาลตำหัวไทรเป็นพื้นที่ทำงานคู่ขนาน โดยนำเครื่องมือของโครงการเข้าไปติดตั้งให้กับทั้งสองพื้นที่ และเป้าหมายของโครงการระยะแรกเป็นการทดลองเครื่องมือทำงานส่งเสริมป้องกันเรื่องสุขภาพจิตกับทุกคน ทุกช่วงวัย โดยใช้กลไกในชุมชน ซึ่งเหตุผลที่ รพ.สต.บ้านชะอวดตกลงเข้าร่วมโครงการก็คือตรงกับแนวคิดของ ผอ.รพ.สต.ที่เห็นว่า “ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีความสุข งานสาธารณสุขก็สำเร็จได้ยาก” จึงสนใจใช้เครื่องมือของสุขเป็นเพื่อสร้างสุขให้กับเจ้าหน้าที่ใน รพ.สต.

2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)

การดำเนินงานโครงการสุขเป็นของ รพ.สต.บ้านชะอวด มีไชยยุทธ มะเกลี้ยง หรือ “หมอยุทธ” เป็นกลไกสำคัญโดยเริ่มจากสร้างแกนนำ Change Agents ซึ่งประกอบไปด้วยทีมเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต. เจ้าหน้าที่ อบต. บ้านชะอวด ครู กศน.และนักจิตวิทยาจาก รพ.จุฬาภรณ์ โดยใช้หลักสูตรการพัฒนาแกนนำคือ 7-3-3-3ซึ่งปัจจุบัน แกนนำที่ได้รับการพัฒนาและยังคงยืนระยะทำงานอยู่มีประมาณ 20 คน

เนื่องจากเป้าหมายของหมอยุทธในการทำโครงการคือการ “สร้างสุข” ให้เจ้าหน้าที่ในองค์กร ดังนั้น การทำงานจึงเน้นกระบวนการ “เปลี่ยนแปลงตัวเองจากภายใน” และนำเครื่องมืออย่าง 12 ทิปส์ ไปใช้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาระดับบุคคลโดยคาดหวังว่าเมื่อระดับบุคคลมีปัญหาน้อยลง จัดการปัญหาได้ งานภายในองค์กรก็จะก้าวหน้าไปด้วย โดยกระบวนการที่หมอยุทธใช้ทำงานกับคนในองค์กรคือ Morning talk ชวนกันคุยสุข-ทุกข์ในทุกเช้าของวันทำงาน จนเห็นสถานการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งมีปัญหาเรื่องการเงิน จึงหยิบ 12 ทิปส์มาใช้ และตั้งต้นสร้างกระปุกออมสินเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ออมเงินและนำไปฝากธนาคารทุกวันศุกร์

นอกจากเรื่องระดับบุคคลแล้ว Morning talk ยังชวนกันคุยเรื่องงาน โดยปรับวิธีคิดของคนทำงานให้มองว่างานที่ทำเป็น “งานที่มีคุณค่า” เป็นงานที่ช่วยสร้างสุขให้คนอื่นและตัวเอง ซึ่งจากมุมมองนี้ก็ทำให้คนทำงานมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น แม้ว่าภาระงานจะยังมีมากเหมือนเดิมก็ตาม

3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ

เมื่อสร้างสุขให้คนในองค์กรได้แล้ว หมอยุทธจึงได้ขยายแนวคิดของสุขเป็นไปในบริบทที่กว้างขึ้นกว่าในองค์กร แต่ยังเน้นให้แกนนำได้นำไปใช้ในบทบาทของตัวเองเป็นหลัก ดังนี้

3.1 งานบริการสาธารณสุข หมอยุทธใช้สุขเป็นในการพูดคุยให้คำแนะนำกับคนไข้ที่เข้ารับการรักษาโรค NCDs ทำให้คนไข้เห็นคุณค่าในตัวเอง รักและหันกลับมาดูแลสุขภาพตัวเอง โดยใช้ 12 ทิปส์แนะนำให้กับคนไข้ บนความเชื่อที่ว่า การรักษา โรค NCDs ให้หายนั้น ยาเป็นส่วนประกอบ 50% และอีก 50% คือการให้คำแนะนำที่จริงใจ ทั้งนี้กระบวนการทำงานของหมอยุทธคือจะแยกผู้ป่วยที่ต้องรับยามาทำกิจกรรมสุขเป็นก่อนเข้ารับยา นอกจากนี้ยังใช้กลไก อสม.ดูแลคนในชุมชนโดยใช้แนวคิดและกิจกรรมสุขเป็น (1 อสม.ต่อ 10 หลังคาเรือน)

3.2 การขับเคลื่อนสุขเป็นผ่าน พชอ.ภายใต้โครงการ “คนชะอวดอ่อนหวาน” ซึ่งมี 2 นัยยะ คือ การลดน้ำตาลในเลือด ดูแลเรื่องการกินหวาน เพื่อให้คนชะอวดสุขภาพดี และอีกนัยยะหนึ่งคือ การลดความ “แข็งกร้าว” ของคนชะอวดให้อ่อนหวาน พูดจาเชิงบวก มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกันในชุมชน ไม่ใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหา ซึ่งพบว่า สถิติการทะเลาะวิวาทในหมู่บ้านลดลง

3.3.บูรณาการผ่านโครงการอื่นๆ ของ รพ.สต. เช่น ใช้แนวคิดและกิจกรรมของสุขเป็นทำงานเรื่องการป้องกันยาเสพติด เช่น โครงการชุมชนล้อมรัก

3.4 งานสร้างสุขในชุมชนผ่านแกนนำ โดยใช้กิจกรรมของสุขเป็นในการประชุมประจำเดือนหมู่บ้าน 4 หมู่บ้าน บูรณาการสุขเป็นเข้ากับงานประเพณีหรือกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น การออกบูธ ชวนเล่นเกม การแสดงของกลุ่มบาสะโลบ

4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

กว่า 4 ปีที่ได้เข้าร่วมโครงการสุขเป็นและดำเนินการภายใต้บริบทการทำงานของ รพ.สต.เป็นหลัก เกิดความเปลี่ยนแปลง ดังนี้

4.1 ผลลัพธ์ระดับบุคคล เกิดความเปลี่ยนแปลงในของคนที่เป็นกลไกหลักอย่างหมอยุทธและแกนนำคนอื่นๆ คือ สุขภาพแข็งแรงขึ้น ไม่ป่วยบ่อย เนื่องจากออกกำลังกายตามหลัก 12 ทิปส์ ความเครียดลดลง สุขภาพจิตดีขึ้น เนื่องจากเปลี่ยนมุมมองเรื่องภาระงานเป็นงานที่ทำเป็นงานที่มี่คุณค่ามีความหมาย ได้ช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ รวมถึงจากสถานการณ์การเงินที่คลี่คลายเนื่องจากมีเงินเก็บมากขึ้นจากแนวคิดการออมและฝากธนาคารทุกวันศุกร์ของหมอยุทธ นอกจากนี้ สถานการณ์ความสัมพันธ์ภายในทีมทำงานดีขึ้น ทั้งเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ด้วยกันเอง และกลุ่ม อสม./คนในชุมชนที่รวมกลุ่มกันเต้นบาสะโลบ

4.2 ผลลัพธ์ระดับชุมชน พบว่า จำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลลดลง 50% ชุมชนสงบเรียบร้อยขึ้น ผู้คนมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เนื่องจากการทำงานของแกนนำสุขเป็นที่ลงชุมชน ทำให้คนในชุมชนให้ความสำคัญกับการฟังมากกว่าจะเป็นฝ่ายพูด ชุมชนยอมรับผู้ป่วยจิตเวชได้มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ จะไม่ค่อยยอมรับผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการรักษาแล้วกลับมาอยู่ในชุมชน แต่เมื่อ อสม.ลงทำงานความคิดกับคนในชุมชนมากขึ้น ก็ทำให้คนในชุมชนเข้าใจและพร้อมจะอยู่ร่วมกับผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน

5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย

ในการทำงานสุขเป็นตลอดระยะเวลา 4 ปีกว่า ทาง รพ.สต.บ้านชะอวดมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคลและระดับชุมชนคือความสำเร็จ โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมคนให้กลับมาดูแลด้านสุขภาพกาย -สุขภาพใจ เป็นเรื่องยาก แต่แนวคิดและเครื่องมือสุขเป็นก็ทำให้ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ โดยระบุปัจจัยความสำเร็จ คือ

5.1 การเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ ของทีมเจ้าหน้าที่และแกนนำ เนื่องจากการทำงานเรื่องสุขภาพจิตโดยทั่วไปก็จะเน้นทำงานกับกลุ่มเสี่ยง คัดกรอง ส่งต่อ รักษา แต่สุขเป็นมาเปิดมุมมองเรื่องการทำงานกับคน “ต้นน้ำ” หากเจ้าหน้าที่และแกนนำไม่ยอมรับมุมมองใหม่ๆ งานนี้ก็เกิดขึ้นได้ยาก รวมถึงการเปิดใจทดลองใช้เครื่องมือสุขเป็นกับตัวเองจนเกิดความเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การทำงานเพื่อบอกต่อ ขยายวง เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับคนอื่นๆ

5.2 ความยืดหยุ่นและเสียสละของทีมทำงาน เนื่องจากการขยายวงสุขเป็นสู่ชุมชนในบางครั้งต้องใช้เวลาวันหยุดในการทำงาน แต่ทุกคนก็ทำด้วยความเต็มใจ รู้สึกมีความสุขที่ได้นำกิจกรรมสุขเป็นไปให้คนในชุมชนได้ลองเล่น ได้รู้จัก

สำหรับความท้าทาย คือ ความยั่งยืนในการทำงานสุขภาพจิตที่เน้นการทำงานกับคนต้นน้ำ เนื่องจาก การขับเคลื่อนหลักในพื้นที่ดำเนินการโดย “บุคคล” มากกว่า “ระบบ” การทำงานยังทำภายใต้บริบทของ รพ.สต.ซึ่งมีหมอยุทธเป็นกลไกสำคัญ แต่หมอยุทธมองประเด็นนี้ว่า ความยั่งยืนน่าจะอยู่ที่คน เพราะงานได้เข้าไปอยู่ในเนื้อในตัวของแกนนำที่สร้างไว้ และไม่ว่าแกนนำเหล่านี้จะย้ายไปพื้นที่ไหน ก็จะนำสุขเป็นติดตัวไปด้วย

“ต่อให้ไม่มี P2H แต่วิธีคิดการทำงานนี้อยู่ DNA ของคนทำงาน ความยั่งยืนอยู่ตรงนี้”

ไชยยุทธ มะเกลี้ยง · ผอ.รพ.สต.บ้านชะอวด · 6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น

สำหรับพื้นที่อื่นที่สนใจจะทำงานสุขภาพจิตแบบสุขเป็น คือ การทำงานกับคนต้นน้ำ มีบทเรียนจากพื้นที่บ้านชะอวด 2 เรื่อง คือ

6.1 การมีทีมทำงานที่เข้มแข็ง โดยต้องหา “คนที่ใช่” มาร่วมทีม ร่วมเรียนรู้ และพัฒนาทีมไปด้วยกัน ซึ่ง “คนที่ใช่” ในความหมายนี้ คือ คนที่พร้อมเปิดใจ มี Growth mindset ไม่คิดว่า การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ คือการเพิ่มภาระงาน

6.2 การพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง โดยการพัฒนาอาจจะทำได้ทั้งในรูปแบบของการ AAR หลังจัดกิจกรรม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพื้นที่อื่นๆ รวมถึงการเติมข้อมูล องค์ความรู้ ทักษะต่างๆ จากทางโครงการ

6.3 การสื่อสาร “สุขเป็น” ว่า เป็น “ทักษะชีวิต” ที่จำเป็นสำหรับทุกคน แทนการบอกว่า เราจะทำงานด้านสุขภาพจิต ก็ช่วยให้คนที่ทำงานด้วยรู้สึกว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นเรื่องสำคัญที่จะได้ประโยชน์กับตัวเอง

Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานการสร้างเสริมสุขภาจิตเชิงบวก รพ.สต.บ้านชะอวด อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช

ไชยยุทธ มะเกลี้ยง ผอ.รพ.สต.บ้านชะอวด เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานสุขเป็นตั้งแต่ระยะที่ 1 ของโครงการจนถึงปัจจุบัน ไชยยุทธจบการศึกษาจากวิทยาลัยสาธารณสุขสิรินธร จ.ยะลา และเรียนต่อด้านสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชีวิตราชการเริ่มจากเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก่อนจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ รพ.สต.

โดยพื้นฐานความคิด ความเชื่อ ไชยยุทธ มองเรื่องการทำดีจะช่วยให้สังคมมีความสุข ด้านการทำงานมีมุมมองว่า “ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีความสุข งานสาธารณสุขก็สำเร็จได้ยาก”

ภาพประกอบ

ไชยยุทธ เริ่มทำงานกับตัวเองด้วยการใช้ 12 ทิปส์ เช่น การออกกำลังกาย การจัดการเรื่องการเงิน และใช้ทักษะบางอย่างที่สุขเป็นแนะนำ เช่น มองโลกในแง่ดี การเห็นคุณค่าความหมายของงานที่ทำอยู่ ผลก็คือรู้สึกว่าตัวเองใจเย็นขึ้น ปล่อยวางความหนักใจเกี่ยวกับงานได้มากขึ้น แม้ว่า ภาระงานจะหนักเหมือนเดิม แต่มุมมองในการทำงานเปลี่ยนไป เขามองว่า งานหนักก็ค่อยๆ ทำไป แต่ให้ทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะงานที่ทำเป็นงานที่มีคุณค่า ได้ช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ ดังนั้น จงอย่าหยุดทำงาน แต่ให้ทำแบบไม่เคร่งเครียด

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองก็ไม่ได้เป็นปัจจัยทั้งหมดที่ทำให้ ไชยยุทธ ตัดสินใจร่วมดำเนินงานโครงการสุขเป็น เพราะกระบวนการทำงานจำเป็นต้องมีทีม อีกทั้ง ต้องทำให้ทีมเข้าใจด้วยว่า งานที่จะเข้ามาใหม่จะสร้างประโยชน์อย่างไร แต่กระบวนการทำงานของ P2H เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ ไชยยุทธ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ

“รู้สึกว่ากระบวนการทำงานแบบแพธ เป็นการทำงานที่จริงใจ เขาไม่ได้ต้องการ KPI อะไร จากเราเหมือนโครงการอื่นๆ เขาเข้ามาพัฒนาคนทำงานให้เราด้วย เหมือนให้ความรักโดย ไม่หวังผลตอบแทน ที่ชอบคือก่อนทำงานทางแพธจะชวนเราวิเคราะห์ชุมชนด้วย เราก็ได้ แบบแผนการทำงานจากแพธมาปรับใช้ในงานอื่นๆ ของเราด้วย”

ไชยยุทธ ได้นำแนวคิดและเครื่องมือของสุขเป็นใช้เพื่อพัฒนาความสุขของคนในองค์กรจนประสบความสำเร็จ เขามองว่า ผลลัพธ์อย่างความสัมพันธ์ในทีมทำงานที่ดีขึ้น หรือคนทำงานเครียดน้อยลง เป็นผลมาจากการนำสุขเป็นมาใช้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ทาง รพ.สต.ก็ใช้แนวทางของกระทรวงสาธารณสุขคือ 3 อ 2 ส มาปฏิบัติทั้งกับเจ้าหน้าที่และคนไข้ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งวิเคราะห์ว่า แท้จริงแล้ว โดยหลักการและหลักปฏิบัติไม่ต่างกัน แต่สุขเป็นใช้กระบวนการ สร้างการเรียนรู้รู้ผ่านกิจกรรม เน้นให้คนทดลองปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายใจ ซึ่งกระบวนการแบบนี้ช่วยให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากกว่าการชวนคนมานั่งฟังบรรยาย

โดยส่วนตัว ไชยยุทธ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่โครงการสุขเป็นทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ คือ การทำให้คนกลับมาเห็น “คุณค่าในตัวเอง” โดยเฉพาะกับตัวเองที่เคยเหนื่อยล้า ท้อถอยกับภาระงาน จนคิดอยากจะลาออก เมื่อรู้จักสุขเป็น ก็กลับมาทบทวนและเห็นว่า “เรามีคุณค่า งานที่เราทำช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์ เรายิ่งมีคุณค่า”

ปัจจุบัน แม้ว่าความท้าทายในการทำงานคือการสร้างความยั่งยืนเรื่องงานสร้างเสริมสุขภาพจิตให้กับชุมชนเนื่องจากไชยยุทธยังคงขยายงานได้ภายใต้บริบทและบทบาทของตัวเองเท่านั้น แต่เขาก็มองว่า เครือข่ายที่ได้สร้างไว้ ทั้ง อสม.และ พชอ.จะช่วยให้งานนี้คงอยู่ต่อไปผ่านคนทำงานที่เห็นประโยชน์กับตัวเองแล้วว่า สุขเป็นได้ช่วยให้พวกเขามีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเผชิญกับสุขหรือทุกข์ก็ตาม