1. บริบทของกลไกในพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)
อ.ดอยเต่า เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ และเมื่อพิจารณาสถิติในระดับตำบลก็พบว่า ต.โปงทุ่ง เป็นตำบลที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดในอำเภอดอยเต่า เมื่อโครงการสุขเป็นระยะที่ 1 (พ.ศ.2565) ได้เริ่มสำรวจค้นหาพื้นที่ดำเนินการที่เชียงใหม่โดยการประสานผ่านสำนักงานสาธารณสุขเชียงใหม่ จึงได้รับคำแนะนำให้ดำเนินงานในพื้นที่ดอยเต่า เนื่องจากทาง สสจ.เห็นว่าเป็นโครงการเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิต หากได้ดำเนินการในพื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงน่าจะช่วยลดอัตราดังกล่าวได้บ้าง
ในพื้นที่ อ.ดอยเต่า โครงการสุขเป็นประสานงานผ่านโรงพยาบาลดอยเต่า ซึ่งขณะนั้น วงศ์อัมพร ภิญญาวงศ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลดอยเต่าให้ความสนใจและเสนอเลือกพื้นที่นำร่อง คือ ต.โปงทุ่ง เพราะนอกจากจะเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุดในอำเภอแล้ว ยังมีคนทำงานที่เข้มแข็งคือ อำไพ จ้าวเจริญ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชำนาญงาน ผอ.รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง และ อสม.ในพื้นที่ ซึ่งน่าจะขับเคลื่อนงานได้เป็นอย่างดี โดยการทำงานระยะแรกของโครงการเป็นการทดลองแนวคิดและเครื่องมือการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกในพื้นที่ ส่วนระยะที่ 2 พื้นที่ ต.โปงทุ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องในระยะแรก ได้ขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตในระดับที่ลงลึกถึงครัวเรือนผ่านการทำงานของ อสม.เพื่อพิสูจน์เรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระดับบุคคล
2. การสร้างกลไกหลักและการพัฒนา Change Agents (ทั้งด้าน content และ mobilization)
ระยะที่ 1 (พ.ศ.2565-2567) ของโครงการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์และแนวคิดและพัฒนาเครื่องมือการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก ซึ่งขณะนั้น โครงการยังไม่มีชุดกิจกรรมหรือเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมสำหรับใช้ขับเคลื่อนในพื้นที่ มีเพียงกิจกรรมที่ทำให้เกิดความเข้าใจแนวคิดเท่านั้น เช่นกิจกรรมเส้นสุข-เส้นทุกข์ กิจกรรม 12 ทิปส์ ดังนั้น การดำเนินงานส่วนใหญ่ คือการลงพื้นที่ของทีมโครงการเพื่อพูดคุย หารือ จัดกระบวนการ ให้ทีมทำงานในพื้นที่เข้าใจหลักคิดเรื่องจิตวิทยาเชิงบวก และการทำงาน “สร้างเสริม-ป้องกัน” กับคนต้นน้ำหรือคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เพื่อไม่ให้คนเหล่านี้มีทักษะและสามารถรับมือกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจะได้ไม่เข้าสู่ภาวะเจ็บป่วยด้านสุขภาพใจ เน้นการลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเพื่อทำงานความคิดกับผู้คน ท้าทายให้ลองใช้ 12 ทิปส์และชวนแลกเปลี่ยนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งทีมขับเคลื่อนพื้นที่ในขณะนั้นคือ รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง ประกอบด้วย อำไพ จ้าวเจริญ ผอ.รพ.สต.และ อสม.ที่สนใจการทำงานเรื่องสุขภาพจิตอีกประมาณ 10 คน โดยมี วงศ์อัมพร ภิญญาวงศ์ จาก รพ.ดอยเต่า เป็นเสมือนพี่เลี้ยง
ต่อมาในระยะที่ 2 (พ.ศ.2567-2569) เป็นช่วงเวลาที่โครงการผ่านการพิสูจน์เรื่องการทำงานสุขภาพจิตในพื้นที่ตามแนวคิดจิตวิทยาเชิงบวกแล้วว่า แนวคิดดังกล่าวสามารถทำงานในระดับพื้นที่ได้ พร้อมกันนี้ โครงการได้รวบรวมเครื่องมือ/กิจกรรม ที่ได้ใช้เพื่อทำให้คนในชุมชนเข้าใจแนวคิดเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกและฝึกทักษะสร้างสุข โครงการในระยะที่ 2 จึงเน้นการเปิดพื้นที่ใหม่โดยใช้เครื่องมือที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในระยะที่ 1 ดำเนินงานและมีโจทย์เรื่อง “การบูรณาการเข้าสู่ระบบ หรือ Plug in” สำหรับพื้นที่เดิมในระยะที่ 1 อย่างตำบลโปงทุ่ง ไม่ได้ถูกออกแบบเรื่องการทำงานกับระบบ ดังนั้น พื้นที่ ต.โปงทุ่งจึงมีโจทย์เรื่องการทำงานที่ “ลุ่มลึก” ที่ต้องพิสูจน์เรื่องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมของคนในชุมชน
ในระยะที่ 2 นี้ โครงการได้พัฒนาแกนนำหลักซึ่งมีทั้งแกนนำจากระยะที่ 1 และแกนนำใหม่ โดยใช้กระบวนการ 7-3-3-3 มีการขยายพื้นที่ทำงานจากหมู่บ้านเกาะหลวง ไปยังหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลเดียวกัน และจัดตั้งชมรม “อสม.เกาะหลวงสุขเป็น” ขับเคลื่อนงานสาธารณสุขเชิงบวกร่วมกับ รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง สร้างระบบการดูแลสุขภาพใจคนในชุมชนโดยใช้รูปแบบ 1 อสม.ดูแลใจคนในชุมชน 10 หลังคาเรือน
3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ
เนื่องจากพื้นที่ ต.โปงทุ่ง ที่ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิตผ่านกลไก รพ.สต.โปงทุ่ง ไม่ได้มีโจทย์การทำงานเพื่อบูรณาการเข้าสู่ระบบ แต่เน้นการทำงานที่ลุ่มลึกและดูแลคนในชุมชนให้ครอบคลุม ทั่วถึง ดังนั้น การดำเนินงานที่ผ่านมาจึงเน้นการดูแลคนในชุมชน ต.โปงทุ่ง ผ่านการดำเนินงานของ รพ.สต.ที่ใช้กลไก อสม.เป็นหลัก โดยบูรณาการงานสุขภาพจิตไปกับภารกิจหลักของ อสม.เช่น การเยี่ยมบ้าน การลงชุมชนเพื่อให้ข้อมูลความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุก และบูรณาการงานสุขภาพจิตเข้ากับงานกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงทำกิจกรรมในชุมชนเพื่อลดการตีตราผู้ป่วย ทั้งนี้ งานเชิงรับก็ยังคงดำเนินอยู่แต่ภายใต้วิธีการทำงานแบบใหม่ที่เน้นการทำงานฐานใจกับทั้งคนทำงานและผู้มารับบริการ
แกนนำหลักในพื้นที่มีการจัดตั้งเป็นชมรม “เกาะหลวงสุขเป็น” ใช้ชื่อชมรมจากหมู่บ้านในตำบลโปงทุ่ง โดยแกนนำชุดนี้จะทำงานเรื่องสุขภาพจิตกับคนทุกกลุ่มวัย เช่น การทำกิจกรรมกับผู้สูงอายุ ทำงานกับเด็กและเยาวชนในโรงเรียน และในอนาคตสนใจที่จะทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง นอกจากชมรมจะเป็นที่รวมตัวของแกนนำขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตแล้ว ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนในชุมชนได้เข้ามาพูดคุย ปรึกษา ช่วยลดความเครียด เป็นการจัดการปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้นให้คนในชุมชน
4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ก่อนเริ่มรู้จัก “สุขเป็น” ต.โปงทุ่ง มีโจทย์ความท้าทายเรื่องสถานการณ์การฆ่าตัวตาย และคาดหวังว่า แนวคิดและกระบวนการสุขเป็นจะเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งเกือบ 4 ปีที่ได้ร่วขับเคลื่อนโครงการและ 2 ปีที่ทำงานเข้มข้น พบว่า สถานการณ์หลายอย่างได้คลี่คลาย ดังนี้
4.1 สถานการณ์ด้านการฆ่าตัวตาย พบว่า อัตราการฆ่าตัวตายลดลง จากค่าเฉลี่ย 1.67 ราย/ปี เหลือเพียง 0.33 ราย/ปี และในปี 2566 และ 2568 ไม่พบการฆ่าตัวตายเลย
“คิดว่า เราบอกได้ว่า นี่อัตราการฆ่าตัวตายลดลงเกิดมากจาการทำงานของเราที่ใช้แนวคิด และกระบวนการสุขเป็น เนื่องจากเราไม่ได้ใช้วัตกรรมหรือเครื่องมืออื่นๆ เลยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา”
อำไพ จ้าวเจริญ · ผอ.รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
4.2 อัตราการขาดนัดของผู้ป่วยจิตเวชน้อยลง โดยพบว่า ในผู้ป่วย 120 คน มีการขาดนัดเพียงร้อยละ 7.5
4.3 เกิดความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและพฤติกรรมของแกนนำ โดยพบว่า แกนนำเห็นคุณค่าในชีวิตมากขึ้น จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น และสื่อสารขอความช่วยเหลือได้
“เมื่อก่อน เราเป็นคนใจร้อน วู่วาม พร้อมบวก แต่พอได้เข้ามาอบรมสุขเป็น เอาไปใช้กับตัวเอง เรากลายเป็นคนใจเย็นลง จนสามีบอกว่าเราเปลี่ยนไป”
วัน · อสม. รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง แกนนำสุขเป็น
4.4 เกิดการจัดระบบดูแล เฝ้าระวัง ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต โดยใช้รูปแบบ อสม.1 คน ดูแล 10 หลังคาเรือน และเมื่อจับสัญญาณได้ว่าคนในชุมชนต้องเข้ารับบริการ จะมีการประสานส่งต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยบริการอย่างทันสถานการณ์ และมีระบบการติดตามต่อเนื่อง
“เมื่อก่อนในหมู่บ้านจะมีการฆ่าตัวตายปีละ 2-3 คน ทั้งสำเร็จและไม่สำเร็จ ในฐานะ อสม. ก็จะได้รับการประสานมาจาก รพ.สอบถามประมาณว่าเขาเครียดอะไร เราก็มาเอ๊ะ! ว่า คนนี้น่ะเหรอ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ป่วยซึมเศร้า หรือต้องกินยา แต่พอมาจัดระบบดูแลเชิงรุก ทำให้เราเข้าถึงคน ในครัวเรือนที่เรารับผิดชอบมากขึ้น คุยกันใกล้ชิด ฟังกันมากขึ้น ทำให้จับสัญญาณได้ก่อนที่ จะเกิดความรุนแรง”
นุช · อสม. รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง แกนนำสุขเป็น · 5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการนำแนวคิดและกระบวนการสุขเป็นตามข้อ 4 เกิดขึ้นได้ท่ามกลางความท้าทายทั้งในเชิงบริบทพื้นที่และทัศนคติครั้งแรกที่แกนนำมีต่อโครงการ
ในเชิงพื้นที่ อ.โปงทุ่ง เป็นพื้นที่ภูเขาสูง ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์ การสื่อสารเป็นอุปสรรคอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกเชิงลบต่อการทำงานสุขภาพจิตสั่งสมจากหน่วยงานสาธารณสุขที่มักพูดว่า “กะเหรี่ยงทำให้กราฟฆ่าตัวตายพุ่งสูง” ทำให้แกนนำรู้สึกถูกด้อยค่าและไม่อยากทำงานเรื่องสุขภาพจิต
ด้านทัศนคติของแกนนำ เมื่อโครงการสุขเป็นเข้ามาในพื้นที่ ตั้งวงชวนคุย หารือ ทำงานแนวคิด ก็มีคำถามในใจว่า “จะมาเอาอะไร” เพราะที่ผ่านมา กระบวนการทำงานส่วนใหญ่ หน่วยงานภายนอกมักจะนำภาระงานมาให้โดยที่ในพื้นที่มักไม่ค่อยได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินงานร่วมกันไประยะหนึ่ง สถานการณ์ก็คลี่คลาย ทำให้การดำเนินงานลื่นไหลมากขึ้นจนมีผลงานเป็นรูปธรรม ซึ่งแกนนำวิเคราะห์ว่า เกิดจากปัจจัย ดังนี้
5.1 กระบวนการทำงานที่ไม่เร่งเร้า เน้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภายใน คนทำงานต้องมีความสุข รู้สึกดีกับงานก่อน ทำให้แกนนำทั้งเจ้าหน้าที่ รพ.สต.และ อสม.รู้สึกว่า ไม่ได้นำภาระงานมาให้ แต่โครงการมาช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้น เห็นคุณค่าในงานที่ทำ
“รู้สึกว่างาน Flow ขึ้นว่าแต่ก่อน เนื่องมาจากคนในชุมชนตื่นรู้ พอตื่นรู้แล้วลงมือทำ ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายลดลง สุขเป็นมากระตุ้นต่อม เอ๊ะ! ในใจให้เริ่มเปลี่ยนแปลงจากภายใน พอคนเปลี่ยน ชุมชนก็เปลี่ยนด้วย”
อำไพ จ้าวเจริญ · ผอ.รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
5.2 การลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอของเจ้าหน้าที่โครงการ ทำให้คนในพื้นที่เห็นว่า ไม่ได้โยนภาระงานมาให้ แต่มา “ร่วมกันคิดร่วมกันทำ”
5.3 กระบวนการ AAR หลังเสร็จสิ้นงาน ทำให้ทีมทำงานได้พัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเห็นจุดอ่อนของตัวเองที่ต้องพัฒนา
6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น
การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขจิตในชุมชนกว่า 4 ปีที่ผ่านมาของ รพ.สต.โปงทุ่ง ผ่านจุดที่ล้มลุกคลุกคลาน ผ่านความไม่เข้าใจ การตัดสินใจจะไปต่อหรือยุติ อยู่หลายครั้ง เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เริ่มมาพร้อมกับโครงการระยะที่ 1 ซึ่งโครงการก็ยังไม่มีเครื่องมือสำเร็จรูปให้กับแกนนำนำไปใช้ กระบวนการทำงานจึงอาศัยการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และลงมือทำด้วยกัน แต่เมื่อสกัดบทเรียนที่ได้จากการทำงานเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับพื้นที่อื่นที่สนใจดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก ทีมแกนนำโปงทุ่งสุขเป็น วิเคราะห์ได้ดังนี้
6.1 การค้นหาคนทำงานที่เป็น “ตัวจริง” ในพื้นที่โปงทุ่ง ครั้งแรกชักชวน อสม.กว่า 30 คนเข้าร่วมเพื่อพัฒนาเป็นแกนนำสุขเป็น แต่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการพัฒนาพบว่า มีแกนนำเหลือเพียง 13 คน แต่ 13 คนนี้ ถือว่าเป็นแกนหลักที่ให้ความสำคัญกับงานสุขภาพจิต เป็นแกนนำที่เกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายในจนมั่นใจที่จะบอกต่อคนในชุมชนถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหากนำแนวคิดเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกไปใช้ และ 13 คนนี้ ยังคงขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องในชุมชนจนถึงปัจจุบัน ซึ่งคนทำงานที่เป็น “ตัวจริง” ไม่ต้องมีจำนวนเยอะ แต่ต้องเป็นคนที่มีใจ เห็นความสำคัญในเรื่องที่ทำ ก็จะทำให้งานสำเร็จได้
6.2 AAR คือเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาทีม เครื่องมือสำคัญที่ทีมโปงทุ่งใช้พัฒนาแกนนำในการทำกิจกรรมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพจิต คือ AAR เป็นการสะท้อนกันทั้งในเชิงความรู้สึกและเนื้อหาของงานที่ทำในแต่ละครั้ง ซึ่ง อำไพ จะเป็นคนที่ชวนทีมทำ AAR ทุกครั้ง และเห็นผลลัพธ์ว่า อสม.ซึ่งเป็นแกนนำในการทำงานเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงวิธีคิด มุมมอง ทัศนคติ และทักษะในการจัดกระบวนการต่างๆ
Key Persons ในการพัฒนากลไกการทำงานการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวก รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง ต.โปงทุ่ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่
อำไพ จ้าวเจริญ ผอ.รพ.สต.บ้านโปงทุ่ง อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยทำให้ชุมชนบ้านเกาะหลวงขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตได้ทั้งระบบ ทั้งเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพจิตให้คนในชุมชน การเฝ้าระวัง คัดกรอง ส่งต่อให้ได้รับการรักษา และการดูแลต่อเนื่องในชุมชนเมื่อผู้ป่วยกลับมาฟื้นฟูที่บ้าน
ก่อนที่จะรู้จักสุขเป็น รพ.สต.บ้านโป่งทุ่ง ดำเนินงานเรื่องสุขภาพจิตเชิงรับเหมือนกับหน่วยบริการสาธารณสุขอื่นๆ แต่สถานการณ์การฆ่าตัวตายของคนในชุมชนก็ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและติดอันดับสูงสุดใน อ.ดอยเต่า

“เราก็ทำแบบนี้เป็นรูทีน วนลูป คัดกรอง ส่งต่อ ผู้ป่วยกินยา กลับมาฟื้นฟูที่บ้าน นี่คือภูเขาน้ำแข็งส่วนยอดที่เราเห็นแต่ทำไมยังมีคนฆ่าตัวตายโดยที่เราไม่เอะใจมาก่อนว่าจะ เป็นคนนี้ ใต้ภูเขาน้ำแข็ง คงมีอะไรมากกว่านี้”
เมื่อรู้จักสุขเป็น แม้จะมีคำถามในใจว่า “เขาจะมาเอาอะไรจากเรา” แต่ด้วยทุนเดิมที่เป็นคนเปิดกว้าง เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำให้ได้ลองเข้ากระบวนการพัฒนาของโครงการและเห็นว่าเกิดประโยชน์กับตัวเอง และนำไปใช้กับคนอื่นได้ด้วยโดยเฉพาะการนำไปใช้ในภารกิจงานของตัวเอง
เมื่อถามว่า ในฐานะคนสาธารณสุข ย่อมต้องเคยรับรู้และมีความรู้ความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตอยู่แล้ว อะไรทำให้เปิดรับสุขเป็นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานและใช้ในการพัฒนาคนในองค์กร
“ศูนย์สุขภาพจิตมาเติมองค์ความรู้ แต่สุขเป็นมาเติม ‘ต่อมเอ๊ะ!’ มาชวนเราตั้งคำถามกับตัวเอง เราจะไป ทำงานให้คนอื่นมีสุขภาพจิตที่ดีได้อย่างไร ถ้าเรายังเครียด เหล่านี้คือคำถามที่ทำให้เราเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลง จากภายใน”
และเมื่อถามว่า สุขเป็น คืออะไร อำไพให้นิยามไว้อย่างน่าสนใจว่า
“สุขเป็น เป็นความสุขแบบบ้านๆ ใครก็เข้าถึงได้ ใครก็ใช้ได้ ใช้แล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายใน เป็น แนวคิดและทักษะด้านสุขภาพจิตที่หยิบจับไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม”