1. เมื่อการเปลี่ยนแปลงของระบบ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงผู้คน (Context & Entry Point)
จังหวัดลำพูนแม้เป็นจังหวัดขนาดเล็กของภาคเหนือ แต่กลับเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่ใหญ่เกินขนาดของพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง หลายปีที่ผ่านมา จังหวัดมีอัตราการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศและของเขตสุขภาพ ในขณะเดียวกัน บุคลากรสาธารณสุขต้องรับผิดชอบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากขึ้น ภายใต้ข้อจำกัดด้านกำลังคนและภาระงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ทำงานด้วยความกดดัน และค่อย ๆ สูญเสียพลังในการดูแลทั้งผู้อื่นและตัวเอง
ความท้าทายดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบบริการสุขภาพ เมื่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทยอยถ่ายโอนไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงด้านการบริหารจัดการ แต่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ของคนทำงานในพื้นที่ ความคุ้นเคยที่เคยมีระหว่างโรงพยาบาล รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เริ่มสั่นคลอน หลายพื้นที่เกิดความไม่มั่นใจในการประสานงาน การทำงานร่วมกัน และเกิดคำถามว่าระบบปฐมภูมิจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนตระหนักว่า ความท้าทายที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้ป่วยหรือประชาชน แต่เป็นปัญหาของ "ระบบ" ที่กำลังอ่อนล้า หากคนทำงานไม่มีพื้นที่ดูแลจิตใจของตนเอง การคาดหวังให้พวกเขาเป็นผู้ดูแลสุขภาพจิตของชุมชนย่อมเป็นเรื่องยาก
จุดเริ่มต้นของลำพูนจึงไม่ได้ตั้งต้นจากคำถามว่า ‘จะลดอัตราการฆ่าตัวตายอย่างไร’ แต่เป็น ‘เราจะสร้างระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็งได้อย่างไร’ หากคนทำงานในระบบเองยังเหนื่อยล้า เต็มไปด้วยแรงกดดัน และทำงานอย่างขาดความเข้าใจชุมชน”
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำพูน จึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสเชิงนโยบาย โดยการกำหนดทิศทางขับเคลื่อนระบบปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็งและครอบคลุมพื้นที่ 100% ครบทั้ง 37 ทีมทั่วจังหวัด
2. เปลี่ยนวิธีคิด ก่อนเปลี่ยนวิธีทำงาน ของทีมทำงาน
ต่อยอดจากการที่ ทีม สสจ. ลำพูนได้พาแกนนำไปศึกษาดูงานที่อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง เพื่อเรียนรู้การทำงานที่ใช้พลังของชุมชนเป็นฐาน เป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นว่าการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นได้จริงหากคนทำงานเชื่อมั่นในศักยภาพของชุมชน นอกจากนั้นทีมลำพูนยังได้รับการพัฒนา soft skills เช่น system thinking ซึ่งมี หมอแนน จาก รพ.แม่ทะ ลำปาง เป็นทีมวิทยากรหลัก ซึ่งนำมาสู่การชวนทีม P2H ไปนำเสนอการทำงานสุขเป็นต่อ นายแพทย์ สสจ.ลำพูน
โจทย์สำคัญของนายแพทย์สสจ. ลำพูน คือ จะทำอย่างไรให้ระบบปฐมภูมิเข้มแข็ง เมื่อวิเคราะห์ปัญหาร่วมกัน พบว่า บุคลากรสาธารณสุขไม่ได้ขาดองค์ความรู้ด้านวิชาการ แต่สิ่งที่จะช่วยเติมเต็มแกนนำสามหมอ คือการเข้าถึงและเข้าใจชุมชนที่ตัวเองทำงานด้วย ซึ่งต้องเริ่มจากการทบทวนตัวเอง รับฟังกัน และสร้างความไว้วางใจกัน กระบวนการสุขเป็น จึงเริ่มต้นที่ลำพูน ในฐานะเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน และหลอมรวมเข้ากับงานเดิม โดยมีเป้าหมายในการช่วยให้คนทำงานกลับมารับรู้ความรู้สึกของตนเอง เข้าใจผู้อื่น และเรียนรู้การรับฟังอย่างลึกซึ้ง จนเกิดความไว้วางใจในการทำงานร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนายแพทย์สสจ. ลำพูน ซึ่งบอกว่า "ดี...ทำเต็มพื้นที่เลย"
สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากทุกอำเภอ
จากนโยบายที่ต้องการทำทั้งระบบ จังหวัดจึงออกแบบการทำงานโดยจับคู่ 8 อำเภอ เป็น 4 กลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อให้แต่ละอำเภอมี "เพื่อนร่วมทาง" อำเภอที่กำลังเผชิญความท้าทายคล้ายกัน สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ถามคำถาม และเรียนรู้จากกันได้
นอกจากบุคลากรสาธารณสุขแล้ว ยังเชิญแกนนำชุมชนและ อสม. จากแต่ละอำเภอเข้าร่วมกระบวนการ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในระบบบริการและในชุมชน การพัฒนาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้ให้บริการ แต่ขยายไปสู่ผู้ร่วมสร้างสุขภาวะในระดับพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่ข้อค้นพบสำคัญ คือ เมื่อคนทำงานและประชาชนได้เรียนรู้ร่วมกันบนฐานของความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ระหว่างระบบบริการกับชุมชนก็เริ่มเปลี่ยนจากความสัมพันธ์แบบ "ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ" ไปสู่การเป็น "หุ้นส่วน" ในการดูแลสุขภาพจิตของชุมชนร่วมกัน
3. ใช้เครื่องมือแทรกแซงและบูรณาการเข้ากับงานและระบบสุขภาพในพื้นที่
หากการพัฒนาสุขภาพจิตกลายเป็นภารกิจอีกชิ้นหนึ่ง บุคลากรที่มีภาระงานล้นอยู่แล้วคงยากที่จะขับเคลื่อนต่อเนื่อง จังหวัดจึงเลือกบูรณาการกระบวนการ "สุขเป็น" เข้ากับ Four Pillars หรือนวัตกรรม 4 เสาในการแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายที่จังหวัดพัฒนาขึ้นก่อนหน้า โดยเฉพาะการเสริมความเข้มแข็งให้กับเสาหลักด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน การทำงานแบบสหวิชาชีพ และการดูแลสุขภาวะของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งช่วยให้การทำงานเดิมมีคุณภาพมากขึ้น เพราะนอกจาก “สุขเป็น" จะช่วยพัฒนาทักษะด้านอารมณ์ของบุคลากร มีทักษะการฟังมากขึ้น เข้าใจตนเอง-เข้าใจผู้อ่น ลดการตีตราคนอื่น ยังเป็นกลไกที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบจากการถ่ายโอน รพ.สต.
หลายเวทีการประชุมของบุคลากรจากหน่วยบริการต่าง ๆ การสอดแทรกกิจกรรม/กระบวนการสุขเป็น เพื่อเพิ่มพื้นที่การรับฟังสุขทุกข์ของแต่ละคน ก่อนที่จะแลกเปลี่ยนการดำเนินงาน ทำให้ค่อยๆ เชื่อมต่อความสัมพันธ์อีกครั้ง
เมื่อความสัมพันธ์ของคนทำงานเปลี่ยน วิธีการทำงานร่วมกันเพื่อประชาชนก็เริ่มเปลี่ยนตาม
ในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) กระบวนการเรียนรู้ที่เคยเน้นการให้ข้อมูลและคำแนะนำ ถูกปรับให้เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สำรวจเป้าหมายชีวิต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และให้กำลังใจกัน ผู้รับบริการไม่ได้เป็นเพียงผู้รับคำแนะนำ แต่กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบการเปลี่ยนแปลงของตนเอง
แนวคิดเดียวกันถูกนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยใช้กิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น การระบายสีภาพ Mandala และการทบทวน "นาฬิกาชีวิต" เพื่อชวนผู้สูงอายุสำรวจประสบการณ์ชีวิต คุณค่าของตนเอง และสิ่งที่อยากทำในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะกำหนดเป้าหมายเล็ก ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละคน กระบวนการเหล่านี้ช่วยสร้างทั้งความหวัง ความสัมพันธ์ และการสนับสนุนระหว่างสมาชิกในชุมชน
แกนนำที่เข้าร่วมของจังหวัดยังขยายการประยุกต์ใช้กระบวนการ "สุขเป็น" ไปสู่การทำงานกับกลุ่มผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด เยาวชน และงานป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยใช้หลักการเดียวกัน คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้พูดคุย รับฟัง และเรียนรู้จากกันและกัน ก่อนจะเชื่อมโยงเข้าสู่การดูแลและบริการที่เหมาะสม
ประสบการณ์ของลำพูนสะท้อนให้เห็นว่า เครื่องมือเดียวกันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายรูปแบบ หากยึดหลักการมากกว่าการยึดติดกับรูปแบบกิจกรรม เพราะหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่อยู่ที่การสร้างความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การรับฟังเพื่อเยียวยา และการเติบโตร่วมกัน
4. ผลลัพธ์ที่เริ่มต้นจากคน และขยายสู่ระบบ
แม้การขับเคลื่อน "สุขเป็น" จะยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาและขยายผล แต่การเปลี่ยนแปลงหลายประการเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า พวกเขาดูแลตัวเองมากขึ้น มีสติในการทำงานมากขึ้น สามารถจัดการอารมณ์ของตนเองได้ดีขึ้น และเรียนรู้ที่จะรับฟังผู้อื่นโดยไม่รีบด่วนตัดสิน ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บรรยากาศการทำงานร่วมกันผ่อนคลายขึ้น เกิดความไว้วางใจระหว่างเพื่อนร่วมงานมากขึ้น และช่วยลดความตึงเครียดที่สะสมจากภาระงาน
เมื่อคนทำงานเปลี่ยน ความสัมพันธ์กับชุมชนก็เปลี่ยนตามไปด้วย แกนนำชุมชนและ อสม. เริ่มมีบทบาทในการดูแลสุขภาพจิตของคนในพื้นที่มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมดูแล ไม่ใช่เพียงผู้ปฏิบัติตามคำสั่งจากระบบบริการ ชาวบ้านเองก็กล้าเปิดเผยปัญหาและความทุกข์มากขึ้น เมื่อรู้สึกว่ามีพื้นที่ปลอดภัยและมีผู้พร้อมรับฟัง
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาความสัมพันธ์และความไว้วางใจเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างระบบสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง เพราะเมื่อผู้คนเชื่อใจกัน การค้นหาผู้มีความเสี่ยง การช่วยเหลือ และการส่งต่อก็เกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังสะท้อนว่า การลงทุนกับการพัฒนาคนทำงานไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อความสุขของบุคลากร แต่ส่งผลต่อคุณภาพของระบบบริการและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว
5. ความท้าทายและการเดินทางสู่ "ชุมชนสุขเป็น"
แม้ผลลัพธ์ในระยะแรกจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งต่อบุคลากรและชุมชน แต่ทีมขับเคลื่อนจังหวัดลำพูนมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระยะยาว แม้จังหวัดจะถูกคาดหวังให้ลดอัตราการฆ่าตัวตายหรือปัญหาสุขภาพจิตให้เห็นผลอย่างรวดเร็ว ผ่านผู้บริหารที่ถามหา “การวัดผล” แต่ทีมงานตระหนักดีว่าการพัฒนาความสัมพันธ์ การสร้างความไว้วางใจ การเปลี่ยนวิธีคิด และการสร้างวัฒนธรรมการดูแลกันในชุมชน เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถวัดผลได้ด้วยตัวชี้วัดระยะสั้น
ความท้าทายอีกประการหนึ่ง คือ การรักษาพลังของผู้ขับเคลื่อนทุกระดับในพื้นที่ การสร้างแกนนำรุ่นใหม่ที่เข้าใจหลักคิดของกระบวนการ "สุขเป็น" จึงมีความสำคัญไม่แพ้การจัดกิจกรรม เพราะหากกระบวนการเหลือเพียงการทำตามขั้นตอน โดยขาดความเข้าใจในเป้าหมายที่แท้จริง การเปลี่ยนแปลงก็อาจไม่ยั่งยืน
แผนการขยายผลระยะต่อไปของจังหวัด จึงมุ่งพัฒนา “ชุมชนสุขเป็น” ในพื้นที่นำร่อง ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อเรียนรู้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะหยั่งรากอยู่ในชุมชนได้อย่างไรโดยเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ด้วย ในขณะเดียวกัน ยังต้องผลักดันเชิงโครงสร้าให้การพัฒนาสุขภาวะจิตไม่เป็นภารกิจของหน่วยงานสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว แต่เชื่อมโยงเข้าสู่กลไกการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) และความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลสุขภาพจิตกลายเป็นวาระร่วมของทุกภาคส่วน
เป้าหมายของลำพูนจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดปัญหาสุขภาพจิต หากคือการสร้าง "ชุมชนสุขเป็น" ที่ผู้คนมีความสามารถในการดูแลตนเอง ดูแลกันและกัน และร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะทางใจของทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่เปราะบางที่สุดในชุมชน นำพาจังหวัดลำพูนไปสู่สังคมแห่งสุขภาวะจากระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็งจากฐานชุมชน
6. บทเรียนจากลำพูน : การเปลี่ยนระบบ เริ่มจากการเปลี่ยนความสัมพันธ์
“สุขเป็นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานในการทำงานทุกเรื่อง” เสียงสะท้อนจากคนทำงานหลักของจังหวัดลำพูนสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างเสริมสุขภาพจิตชุมชนไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มบริการหรือกิจกรรมใหม่เท่านั้น หากเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ผู้คนในระบบกลับมาเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันอีกครั้ง บทเรียนสำคัญ ได้แก่
6.1 การดูแลคนทำงาน คือ จุดเริ่มต้นของการดูแลชุมชน ลำพูนเริ่มจากมองเห็นว่า คนทำงานด้านสุขภาพก็เป็นมนุษย์ที่มีความเหนื่อยล้า ความเครียด และความเปราะบาง หากละเลยสุขภาวะของผู้ให้บริการ ย่อมยากที่จะสร้างระบบบริการที่มีคุณภาพ การลงทุนกับการฟื้นฟูพลังใจของบุคลากรจึงเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพของทั้งระบบ
6.2 การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิด หัวใจของ "สุขเป็น" ไม่ใช่กิจกรรมหรือเครื่องมือเฉพาะ แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองผู้คน จากผู้รับบริการมาเป็นหุ้นส่วนของการเรียนรู้ และเปลี่ยนวิธีทำงานจากการสั่งการมาเป็นการรับฟัง เมื่อวิธีคิดเปลี่ยน วิธีทำงานก็เปลี่ยนตาม
6.3 ไม่สร้างภารกิจใหม่ การทำให้คนทำงานเห็นว่าจะสามารถบูรณาการกระบวนการ "สุขเป็น" เข้าไปในงานเดิม และช่วยทำให้งานเดิมดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น จะช่วยทำให้คนทำงานอยากทำและไม่รู้สึกเป็นภาระ รวมทั้งทำให้สุขภาพจิตกลายเป็นมิติหนึ่งของการทำงาน
6.4 ความไว้วางใจคือทุนสำคัญของระบบสุขภาพ ประสบการณ์ของลำพูนทำให้เห็นว่า การพัฒนาทักษะการรับฟัง การสร้างพื้นที่ปลอดภัย และการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน มีผลต่อประสิทธิภาพของระบบบริการไม่น้อยกว่าการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ เมื่อเกิดความไว้วางใจ คนกล้าพูดถึงปัญหา กล้าขอความช่วยเหลือ และร่วมกันหาทางออก ส่งผลให้การดูแลสุขภาพจิตเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ระดับชุมชน
6.5 ความยั่งยืนเกิดจากการเป็นเจ้าของร่วม การทำให้ทุกภาคส่วนรู้สึกว่าเป็น “เรื่องของเรา” การเชื่อมโยงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลไก พชอ. ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมออกแบบและขับเคลื่อน เป็นก้าวสำคัญในการทำให้ ระบบสุขภาพเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง
ลำพูนไม่ได้ค้นพบคำตอบสำเร็จรูปสำหรับการแก้ปัญหาสุขภาพจิต แต่ค้นพบบทเรียนสำคัญว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนเริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับ "คน" ก่อน "งาน"
เมื่อคนทำงานได้รับการเยียวยา ความสัมพันธ์ระหว่างทีมได้รับการฟื้นฟู และชุมชนได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วม ระบบสุขภาพปฐมภูมิก็ค่อย ๆ กลับมามีพลังในการดูแลผู้คนอีกครั้ง
ในมุมนี้ "สุขเป็น" จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือพัฒนาสุขภาพจิต หากเป็นกระบวนการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ความสัมพันธ์ และการเรียนรู้ร่วมกัน
หากต้องการสร้างชุมชนที่มีสุขภาพจิตดี เราพร้อมหรือยังที่จะเริ่มต้นจากการดูแลคนทำงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันในระบบก่อน
“การทำงานสุขเป็นของลำพูน เราโฟกัสที่ ‘การ Heal ใจ’ คนทำงาน... เพราะเราทำงานยากเพื่อให้คนอื่นพ้นทุกข์ เราต้องสุขก่อน ถึงจะช่วยคนอื่นได้“
“สุขเป็นทำให้เห็นว่าความสุขของเราอยู่ตรงไหนได้บ้าง และเห็นว่าเราละเลยอะไรในชีวิตบ้าง”
พงศกร ศรีสมยา · นักสาธารณสุขชำนาญการ สสจ.ลำพูน
“กระบวนการสุขเป็นช่วยดึงตัวเองให้ช้าลง จากคนไม่ฟังคนอื่น รีบสรุป ก็พูดช้าลง คิดมากขึ้น ฟังคนอื่นมากขึ้น”
พัฒฑนา อินทะชัย · หัวหน้ากลุ่มงานปฐมภูมิและเครือข่ายสุขภาพ สสจ.ลำพูน
“หลังจากเข้าร่วมร่วมกระบวนการสุขเป็น 2-3 ครั้ง ที่ได้ย้อนกลับมาทบทวนตุวเอง ทำให้นึกออกว่า ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน ได้ใช้สติมากขึ้น ช้าลงจากคนที่เป็นคนใจร้อน คิดทบทวนมากขึ้น ให้อภัยและปล่อยวางมากขึ้นจากคนที่ไม่ยอมปล่อยผ่านอะไรเลย รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น พร้อมทำงานกับชุมชนตัวเอง”
กรกมล อภิวงศ์ · พยาบาลวิชาชีพ สสอ. แม่ทา
“เอาเครื่องมือสุขเป็นไปทำแล้ว คนทำมีความสุข ได้ฟัง ได้เรียนรู้จากผู้เข้าร่วม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ”
อรพิน พิศไหว · นักวิชาการสาธารณสุข รพ. บ้านธิ