เมื่อโรงพยาบาลเดินออกไปหาชุมชน เปลี่ยนการรักษา สู่การร่วมสร้างสุขภาวะ
การบูรณาการจิตวิทยาเชิงบวกสู่ระบบบริการสุขภาพชุมชนในระบบปฐมภูมิ
โรงพยาบาลแม่ทะ จังหวัดลำปาง
1. บริบทของพื้นที่และการเริ่มต้น (Context & Entry Point)
จังหวัดลำปางได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "สุขเป็น" ในช่วงท้ายของเฟสแรก แม้จะเป็นการเข้าร่วมในระยะท้าย แต่จุดเด่นที่สำคัญคือเป็นพื้นที่ที่มี "ต้นทุนทางสังคม" ดี โดยเฉพาะเครือข่ายภาคประชาสังคมที่มีความเข้มแข็ง มีความสัมพันธ์เหนียวแน่น เช่น กลุ่มขะใจ๋ และกลุ่มเพื่อนเพื่อเด็ก ประกอบกับต้นทุนทางภาคีสุขภาพ นำโดย พญ.ณัฐกานต์ ตาบุตรวงศ์ (หมอแนน) แพทย์เวชปฏิบัติในงานปฐมภูมิผู้มีความสนใจและมองเห็นคุณค่าของการส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกอย่างจริงจัง
ความท้าทายของระบบสาธารณสุขปฐมภูมิในพื้นที่ คือ การเผชิญกับแรงกดดันจากการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) ผู้ป่วยจิตเวช และผู้ป่วยยาเสพติด ซึ่งเป็นงานปลายน้ำที่ทำเท่าไรก็ไม่มีวันหมดสิ้น ปัญหาสุขภาพจิตเปรียบเสมือน "ภูเขาใต้น้ำแข็ง" ที่ซับซ้อนและซ่อนตัวอยู่ ด้วยข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ การรอให้คนไข้ป่วยแล้วค่อยตามรักษาจึงกลายเป็นการสร้างภาระมหาศาลให้แก่ครอบครัวและชุมชน
จุดเริ่มต้นของสุขเป็นในลำปางเกิดขึ้นจากการประสานงานของ 3 ภาคส่วนคือ ภาคประชาสังคม ภาคสุขภาพ และภาคราชการ มีการ "ตั้งวง" พูดคุยเพื่อระดมสมองร่วมกันหลายรอบ เพื่อร่วมกันออกแบบแนวทางการขับเคลื่อนงานที่สอดรับกับลักษณะเฉพาะของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มที่ใกล้ชิดชุมชนมากที่สุด ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อเปลี่ยนจากงานเชิงรับมาสู่งานเชิงรุกในระดับต้นน้ำ
2. การสร้างกลไกหลักและพัฒนา Change Agents
การขับเคลื่อนสุขเป็นในจังหวัดลำปาง ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ “7-3-3-3” เต็มรูปแบบ โดยเริ่มต้นจากวงสนทนาขนาดใหญ่เพื่อเปิดกว้างให้แก่ผู้สนใจ จากนั้นขนาดของวงค่อยๆ เล็กลง จนกระทั่งกลั่นกรองได้กลุ่มแกนหลักตัวจริงหรือ “ผู้ที่ใช่” ซึ่งมีความสนใจและพร้อมจะลงมือทำงานขับเคลื่อนในพื้นที่ ก่อนจะขยายผลในการสร้าง Change Agents ในแต่ละชุมชน
ในการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือ Change Agents (CAs) ลำปางได้แบ่งบทบาทการทำงานออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
หัวขบวน: ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และพยาบาลประจำตำบล ที่ทำหน้าที่หนุนเสริมด้านกลไก นโยบาย และทรัพยากร
กระบวนกร: นำโดยกลุ่มขะใจ๋, กลุ่มเพี่อนเพื่อเด็ก ซึ่งทำหน้าที่จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงลึก
เพื่อนคู่คิดในชีวิตประจำวัน: ได้แก่ กลุ่ม อสม. ในพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุด
พื้นที่ต้นแบบเกิดขึ้นที่ ตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ ซึ่งได้รับการบ่มเพาะอย่างเข้มข้นจากทีมพี่เลี้ยงของ P2H กระบวนการเริ่มต้นจากแกนนำ อสม. ป่าตัน จำนวน 38 คน ผ่านหลักสูตรทบทวนและฝึกฝนร่วมกันเกือบ 10 ครั้ง จนได้แกนนำตัวจริง 20 คน ที่สามารถแปรเปลี่ยนสภาวะภายในจาก "คนที่อยากสุขเอง" กลายมาเป็น "พี่เลี้ยงให้คนในชุมชนสุขเป็น" แกนนำเหล่านี้ได้ฝึกฝนทักษะการเป็นผู้นำกระบวนการสร้างสุขในพื้นที่หลายหมู่บ้านของตำบลป่าตันจนเกิดความมั่นใจ
3. การบูรณาการเข้ากับงานหรือระบบ: เปลี่ยนการตรวจรักษา เป็นพื้นที่เรียนรู้ทุกข์สุข
สิ่งที่ทำให้สุขเป็นในลำปางมีความยั่งยืน คือการนำแนวคิดนี้ไป "Plug-in" หรือเชื่อมต่อเข้ากับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับ "ทีม 3 หมอ" ซึ่งสุขเป็นได้ทำหน้าที่เสมือน “หมอคนที่ 4” ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่าง โดยเน้นการดูแลมิติด้านจิตใจและความคิดมากกว่ามิติกายเพียงอย่างเดียว ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ทีมงานตระหนักว่า การรักษาที่มีประสิทธิภาพเริ่มจากการเข้าใจชีวิตของผู้คน เช่น


4. ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
การดำเนินงานสุขเป็นในระบบปฐมภูมิ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับนโยบาย
4.1 ระดับผู้ป่วยและผู้รับบริการ
กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) จากเดิมที่เน้นการให้ความรู้แต่คนไข้ไม่เปลี่ยนพฤติกรรม เมื่ปปรับมาใช้กระบวนการสุขเป็น ชวนคิดชวนคุยให้ใจเปิดและเห็นคุณค่าความหมายของชีวิต ส่งผลให้ผู้ป่วยเริ่มมองการดูแลสุขภาพของตนเองต่างไปจากเดิม หันมาออกกำลังกายและลดแป้งอย่างจริงจัง จากที่เคยมองว่าการรักษาคือ "หน้าที่ของหมอ" กลายเป็นการตระหนักว่าตนเองมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต ผู้ป่วยบางรายเริ่มออกกำลังกาย ลดอาหารหวานและแป้ง และกลับมารับประทานยาอย่างต่อเนื่องด้วยความสมัครใจ ทำให้ป่าตันมีคนไข้ลดยาได้มากขึ้น และเมื่อได้รับคำชื่นชมจากทีมหมอ คนไข้เกิดความภาคภูมิใจและส่งต่อแรงบันดาลใจให้เพื่อน


กลุ่มผู้ป่วยจิตเวชและผู้ใช้สารเสพติด เมื่อชุมชนเริ่มเปลี่ยนวิธีรับมือ จากการใช้การขู่ให้กลัวและการบังคับ จับกุมเมื่องมีอาการ มาเป็นการสื่อสารด้วยความเข้าใจ การช่วยกันดูแลเรื่องการกินยา ปรับระบบยาให้ง่าย และการสร้างความรู้สึกว่า "เขายังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน" ผู้ป่วยหลายคนจึงสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น
กลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกาย ได้รับตุ๊กตาหมี “แบร์บีบ” เพื่อใช้ในการออกกำลังกล้ามเนื้อ เช่น กรณีของ “ตาแฉะ” ผู้ป่วยติดเตียง เมื่อสาธารณสุขได้ออกติดตามอาการ สอนญาติผู้ป่วยให้ทำกายภาพบำบัดให้ และมอบตุ๊กตาหมี “แบร์บีบ” ให้ใช้บีบทุกวัน ทำให้ตาแฉะสุขภายกายดีขึ้นจาก 4 ปีที่แล้วที่นอนติดเตียง ปัจจุบัน สามารถขยับร่างกาย พลิกตัวได้ ก้าวเดินได้บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ การมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นเพราะได้ ตุ๊กตาหมี “แบร์บีบ” เป็นเพื่อนคุย ระบายความทุกข์ โดยตาแฉะตั้งชื่อตุ๊กตาหมี “แบร์บีบ” ของตัวเองว่า “ตาเฉื่อย” ซึ่งเป็นชื่อเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน
4.2 ระดับคนทำงานและอาสาสมัคร
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม. เปลี่ยนมุมมอง ท่าที และวิธีสื่อสาร จากการเป็นผู้สั่งสอนหรือให้ความรู้ เป็นคนชวนคุยชวนคิด ใช้ทักษะการฟังด้วยหัวใจ ตั้งคำถาม และสะท้อนให้คนไข้เห็นคุณค่าในตัวเอง อสม.ที่เป็นแกนนำสุขเป็นในพื้นที่หลายคนสะท้อนว่า บรรยากาศการทำงานผ่อนคลายขึ้น มีความสุขกับการทำงานมากขึ้น และรู้สึกว่าตนเองไม่ได้แบกรับปัญหาของชุมชนเพียงลำพัง มีความมั่นใจมากขึ้นจากการลงมือทำกิจกรรม กล้าริเริ่มการทำงานสร้างความสุขในชุมชนของตนเอง
4.3 ระดับกลไก ระบบการทำงาน และนโยบาย
เกิดการยอมรับนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงอย่างเด่นชัด โดยนายอำเภอแม่ทะ ได้ลงพื้นที่ร่วมสังเกตการณ์กระบวนการ AAR ของ อสม. ซึ่งสร้างขวัญกำลังใจให้ทีมงานอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผอ.โรงพยาบาลแม่ทะ ให้การสนับสนุนการลองทำสิ่งใหม่ๆ ของทีมงานปฐมภูมิอย่างเต็มที่ และเทศบาลตำบลป่าตันนาครัวที่พร้อมสนับสนุนการทำงาน
การเชื่อมโยงสู่โครงสร้างเชิงนโยบายระดับท้องถิ่น การผลักดันแนวคิดการจัดตั้ง “คณะทำงานสุขภาพจิตระดับตำบล” และประสานงานกับ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ในการขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตและยาเสพติดอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากเทศบาลป่าตันนาครัว
“สุขเป็นทำให้เรากลับมานั่งฟังกันมากขึ้น ทั้งฟังคนอื่นและฟังตัวเอง”
หมอแนน โรงพยาบาลแม่ทะ
“แต่ก่อนเราคิดแค่ว่าอยากจะมีความสุขด้วยตัวเอง แต่พอผ่านกระบวนการสุขเป็นหลายครั้ง ทำให้เราอยากเป็นคนส่งต่อความสุข เป็นผู้เยียวยาใจ ช่วยให้คนในชุมชนได้คลายทุกข์ด้วย”
แกนนำ อสม. ตำบลป่าตัน · 5. ปัจจัยความสำเร็จและความท้าทาย · ปัจจัยความสำเร็จ
การมีผู้นำที่มุ่งมั่นและเข็มแข็ง ทำหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานงานระหว่างภาคส่วนต่างๆ ภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการเป็นหุ้นส่วนในการทำงานร่วมกัน
การได้รับการหนุนเสริมจากผู้บริหารในพื้นที่ ทั้งเปิดใจรับฟัง ร่วมสนับสนุนทั้งนโยบายและทรัพยากรที่เอื้อต่อการทำงาน
กระบวนการบ่มเพาะที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่การอบรมเป็นครั้งๆ การจัดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนเป็นระยะๆ เปิดโอกาสให้ลงมือทำ การทำ After Action Review (AAR) ทุกครั้งเพื่อสะท้อนการเรียนรู้
ความท้าทาย
แม้การทำงานสุขเป็นในระบบปฐมภูมิของ รพ. แม่ทะ จะเข้มแข็งและเห็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ แต่ในระดับจังหวัด ลำปางยังไม่มีกลไกในระดับนโยบายที่จะขับเคลื่อนการทำงานสุขภาพจิตชุมชนให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด รวมถึงการขยายแนวคิดสุขเป็น ที่เน้นการส่งเสริมจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน ไปสู่โครงการสุขภาพจิตเชิงรับอื่นๆ ในระบบสุขภาพ
6. บทเรียนสำหรับพื้นที่อื่น
6.1 การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตชุมชนมีโอกาสสำเร็จ หากเริ่มจากคนในระบบ ในหน้างานที่มีความเข้าใจในกระบวนการ เปิดใจเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ เกิดการเปลี่ยนมุมมอง วิธีคิด และการปฏิบิติ จากภายในสู่การทำงานภายนอก
6.2 มองชุมชนคือหุ้นส่วน ไม่ใช่ผู้รับบริการ ระบบที่เปิดพื้นที่และให้โอกาสคนทำงานทุกระดับได้พัฒนาและใช้ศักยภาพ โดยเฉพาะ "คนเล็กๆ" ที่ใกล้ชุมชนที่สุด เช่น อสม. หรือกลุ่มเยาวชน เมื่อ อสม. และแกนนำชุมชนได้รับโอกาสในการเรียนรู้และออกแบบการทำงานร่วมกับทีมสุขภาพ พวกเขาจะกลายเป็นพลังสำคัญในการดูแลสุขภาวะของพื้นที่ตนเอง
6.3 ไม่ทำให้สุขภาพจิตชุมชนเป็นเรื่องวิชาการหรือการแพทย์ที่ยาก แต่ทำให้เห็นว่าสุขภาพจิตเป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ที่เริ่มจาก “การมองเห็นกัน” และ “การฟังกันด้วยหัวใจ” ในแต่ละวัน
6.4 ให้เวลากับกระบวนการบ่มเพาะสภาวะภายในของคนทำงาน การเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงานต้องอาศัยวงพูดคุย การลงมือทำจริง และการสะท้อนบทเรียนอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการอบรมแบบครั้งเดียวแล้วจบ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจนเกิดพลังในการอยากส่งต่อความสุขให้ชุมชนและคนรอบตัว
6.5 การรับฟังสำคัญพอ ๆ กับการรักษา เมื่อคนรู้สึกว่าตนเองได้รับการรับฟัง พวกเขาจะกล้าเล่าความทุกข์ ความกลัว และอุปสรรคที่แท้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน
วันนี้ งานปฐมภูมิของอำเภอแม่ทะยังคงเผชิญความท้าทายไม่ต่างจากเดิม ทั้งโรคเรื้อรัง ปัญหาสุขภาพจิต และยาเสพติดยังคงมีอยู่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีคิดและวิธีการทำงานของทีมสุขภาพ อสม. และเครือข่ายชุมชนที่ร่วมกันดูแลผู้คนในพื้นที่ ให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของตนเอง และเชื่อว่าพวกเขาสามารถสร้างชีวิตที่ดีขึ้นได้ ขณะที่ผู้ป่วยเองก็ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง "ผู้ป่วย" แต่เป็นมนุษย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตและเปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเอง
Key Person พญ.ณัฐกานต์ ตาบุตรวงศ์ (หมอแนน) แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวสู่ผู้ปลูกสวนดอกไม้แห่งความสุขในชุมชนแม่ทะ
บนเส้นทางการทำงานระบบสุขภาพปฐมภูมิ หมอแนน พญ.ณัฐกานต์ ตาบุตรวงศ์ เริ่มทำงานดูแลคนไข้โรคเรื้อรัง ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยยาเสพติดตั้งแต่ปี 2562 หมอแนนพบว่าผู้ป่วยคนเดิมกลับมาด้วยระดับน้ำตาลที่ยังควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือการใช้ชีวิตได้ ขณะที่ผู้ป่วยจิตเวชและผู้ใช้สารเสพติดจำนวนไม่น้อยกลับเข้าสู่วงจรเดิม แม้จะได้รับการรักษาตามมาตรฐานอย่างครบถ้วน

คำถามที่เกิดขึ้นในใจของหมอแนนจึงไม่ใช่ "จะรักษาโรคให้ดีขึ้นได้อย่างไร" แต่คือ "ทำไมเราทำทุกอย่างแล้ว ผู้ป่วยก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้" คำถามที่นำพาหมอแนนให้พยายามค้นหา และเริ่มตระหนักว่า สิ่งที่เห็นในห้องตรวจเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" ของปัญหา ใต้ผิวน้ำยังมีความทุกข์ ความเครียด ความสัมพันธ์ในครอบครัว การสูญเสียความหวัง และความรู้สึกไร้คุณค่าของผู้คนซ่อนอยู่ หากไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ การรักษาทางกายก็อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
หมอแนนเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า หมอควรทำหน้าที่เพียงรักษาโรค หรือควรช่วยให้ผู้คนกลับมามีพลังในการดูแลชีวิตของตนเอง คำถามดังกล่าวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวหมอแนน หากค่อย ๆ ขยายไปสู่ทีมสุขภาพปฐมภูมิ ชุมชน และวิธีคิดของการทำงานปฐมภูมิของอำเภอแม่ทะ
ในช่วงที่โรงพยาบาลแม่ทะเข้าร่วมกระบวนการ "สุขเป็น" หมอแนนยอมรับว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ แต่คือการตั้งคำถามกับความเชื่อที่ตนเองมีในการเป็นหมอ เมื่อถูกท้าทายว่า "ไม่จำเป็นต้องรีบให้คำตอบกับผู้ป่วยเสมอไป บางครั้งเพียงเปิดพื้นที่ให้เขาได้คิด ได้เล่า และค้นพบคำตอบของตนเอง ทำงานกับมิติด้านจิตใจและความรู้สึกเพื่อให้พวกเขารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากภายใน ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนกว่า"
หมอแนนยอมรับว่า "แอบเถียงอยู่ในใจ" เพราะตลอดชีวิตการเรียนหมอ คือการถูกฝึกให้เชื่อว่าการให้ความรู้ที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาคนไข้ และทำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคำแนะนำ แต่แทนที่จะปฏิเสธ หมอแนนเลือกทดลองโดยเริ่มเปลี่ยนที่ "ตัวเอง" ก่อน เปลี่ยนมุมมอง ท่าที และวิธีสื่อสาร เปลี่ยนจากผู้สอนและสั่ง มาเป็นผู้ฟัง เปิดพื้นที่และให้เวลาในการรับฟังอย่างใจเย็น ไม่ตัดสิน เปลี่ยนการรอพบแพทย์และรับยาแบบเครียดๆ เป็นกิจกรรมสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเรา ชวนคนไข้เล่นเกม หัวเราะ และผ่อนคลาย เพื่อสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้นก่อนพบแพทย์
“ตอนนี้รู้แล้ว... ยัดเยียดความรู้ไม่ค่อยได้ผลจริงๆ พักหลังเราเริ่มสร้างเสียงหัวเราะ เน้นกิจกรรมเสริมมิติด้านใจ ให้คนรู้สึกผ่อนคลาย ทีมเปลี่ยนท่าที ชวนคุย ฟังเขาอย่างใจเย็น ไม่ตัดสิน ให้เวลา สร้างแรงจูงใจ ให้มีความหวัง ส่งผลให้ความสัมพันธ์เปลี่ยน เกิด trust และเมื่อคนไข้มีความสุข มีเพื่อนหัวอกเดียวกันเป็นแบบอย่าง เขาก็อยากกลับมาดูแลกายให้แข็งแรง จนปรับพฤติกรรม และลดยาได้”
ไม่เพียงแต่คนไข้ที่เปลี่ยนไป แต่ "ทีม 3 หมอ" และ อสม. ที่หมอแนนร่วมบ่มเพาะมาเกือบ 2 ปี ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายใน จากคนที่เคยเหนื่อยล้าจากภาระงานประจำ กลายเป็นกลุ่มคนที่มีพลัง มีแววตาแห่งความสุข และเต็มไปด้วยความมั่นใจ หมอแนนเปรียบกระบวนการนี้ว่า สุขเป็นไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรม แต่คือ "กระบวนการบ่มเพาะสภาวะภายใน" แกนนำทุกคนคือเมล็ดพันธุ์ที่ดี เมื่อรดน้ำพรวนดินด้วยความรักความเข้าใจ แต่ละคนก็จะเบ่งบานกลายเป็นสวนดอกไม้ที่ส่งต่อความสุขและเยียวยาใจให้แก่ผู้คนรอบตัว
แม้ว่างานสุขภาพปฐมภูมิในพื้นที่อำเภอแม่ทะจะเป็นงานที่ท้าทาย แต่หมอแนนกลับพบว่า “ยิ่งทำยิ่งสนุก ยิ่งมีความสุข ยิ่งมีเพื่อน” ด้วยพลังจากเครือข่ายกัลยาณมิตรที่มีเป้าหมายเดียวกัน ความตั้งใจของหมอแนนคือการรักษา "สวนดอกไม้แห่งความสุข" นี้ไว้ และค้นหาเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ในชุมชน เพื่อสร้างทีมจิตเวชเชิงรุกในชุมชน และส่งต่อ “สุขเป็น” ให้ครอบคลุมและให้เป็นวิถีปกติของระบบสาธารณสุข ทำให้ “สุขภาพใจ... เริ่มได้ทันที” เกิดขึ้นจริงในทุกพื้นที่ของอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง