จุดเด่นของโครงการ
- 1.ความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน โครงการมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการและแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับ
สถานการณ์และความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม โดยยังคงรักษาหลักการสำคัญและเป้าหมายหลักของโครงการไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งเหมาะสมกับการทำงานในประเด็นขับเคลื่อนที่มีความซับซ้อนหลายประเด็นและหลายพื้นที่
2. การเลือกพื้นที่อย่างพิถีพิถัน เลือกจนกว่าจะได้ตัวจริงในการขับเคลื่อนงาน กล้าสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับทีมพื้นที่ถึงวิธีการทำงานและเป้าหมายที่เน้นคุณภาพ
3. การมีสัมพันธภาพที่ดีกับพื้นที่ คือ เน้นการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกในกลุ่มทีมผู้จัดโครงการ ใช้ในการทำงานกับตัวเองด้วย เพื่อพร้อมก่อนที่จะไปทำงานกับคนอื่น
- 4. ทีมวิชาการและภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญ โครงการได้รับการสนับสนุนจากทีมวิชาการและที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกและ
การคิดเชิงระบบ ซึ่งช่วยกำหนดทิศทางการดำเนินงานบนพื้นฐานวิชาการที่มั่นคง พร้อมทั้งต่อยอดและขยายผลในแนวทางใหม่ ๆ ได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีภาคีเครือข่ายการทำงานที่เป็นฐานเดิม ทำให้งานบูรณาการระหว่างหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ เป็นไปอย่างราบรื่น
- 5. การทำงานเน้นกระบวนการ และเกิดการเรียนรู้ระหว่างการทำงาน โครงการมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการและวิธีการทำงานเป็นสำคัญ ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ให้ปริมาณผลลัพธ์
เท่านั้น ทำให้เกิดทีมผู้จัดโครงการเกิดการเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนวิธีและเล็งเห็นโอกาสใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนงานได้
- 6. การติดตามและประเมินผลภายในอย่างต่อเนื่อง โครงการมีกระบวนการติดตามและประเมินผลภายในอย่างสม่ำเสมอ โดยทีมผู้จัดโครงการเองร่วมกับ
ทีมประเมินผลภายใน ทำให้ได้รับข้อมูลที่สามารถปรับปรุงและพัฒนาแผนการดำเนินงานและแผนการประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในแต่ละช่วงเวลา
ประเด็นท้าทายในอนาคต
1. การติดตามผลการขับเคลื่อนงาน โดย CAs ในแต่ละพื้นที่ หลายพื้นที่มีการขับเคลื่อนงานโดย CAs ที่นำแนวทางสุขเป็นไปใช้ แต่ใช้ในเชิงกิจกรรม ที่ยังขาดการ
ติดตามผลลัพธ์ว่าทำให้การทำงานดีขึ้นอย่างไร การเก็บรวบรวมผลลัพธ์การทำงานตามกลไกหรือระบบการทำงานของชุมชนเองนี้ อาจทำให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นหลักฐานยืนยันถึงประโยชน์ของโครงการได้แน่ชัดมากยิ่งกว่า “เมื่อสุขเป็นไปฝังตัวในระบบแล้ว ทำให้ระบบทำงานดีขึ้นอย่างไร” โดยเฉพาะระบบที่ไม่ใช่ระบบสุขภาพโดยตรง เช่น พมจ. อาจเป็นผลลัพธ์ในเรื่องของการเข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ ผ่าน อพม. มากขึ้น เพราะ อพม. มีจิตเมตตาและลดอคติกับคนในชุมชน หากมีผลลัพธ์ดังกล่าว น่าจะทำให้พื้นที่อื่น ๆ เห็นผลรูปธรรมและเกิดความสนใจหรือผลักดันไปในภาคส่วนนอกจากระบบสุขภาพได้มากขึ้น
4.2 การทำความเข้าใจระบบ การเข้าใจระบบเป็นเรื่องสำคัญมากของทีมโครงการที่จะช่วยชวนเครือข่ายในพื้นที่มองระบบการทำงานปกติ ให้เชื่อมโยงกับเป้าหมายของคุณภาพชีวิตประชากรในภาพกว้าง เพื่อให้เข้าใจและสามารถแนะแนวทาง coaching ให้แก่เครือข่ายทำงานสุขเป็นได้อย่างเหมาะสม และเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน
3. การ coaching ทีมโครงการผ่านระบบพี่เลี้ยงทีมเอง เนื่องจากโครงการเป็นการดำเนินงานในพื้นที่หลากหลายกระจายทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ต้องแบ่งทีมทำงานออกเป็นหลายส่วน ความเข้าใจและทักษะในการผลักดันให้โครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์จึงมีมากน้อยแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของแต่ละทีม จึงควรมีการแนะนำ coaching เป็นระบบพี่เลี้ยงให้ทีมโครงการทุกทีมไปด้วยกัน
4. การขยับต่อประเด็นส่งเสริมสุขภาพจิตชุมชนในอนาคต อาจพิจารณาประเด็นที่ยังคงเป็น Pain point ด้านสุขภาพจิตแทบทุกชุมชน คือ การมีชุมชนที่ไม่เอื้อต่อสุขภาพจิตดี ครอบครัวและสิ่งแวดล้อมไม่ปลอดภัย หากมีการ “ลงลึกชุมชน คู่ขนานระบบ” ในระบบการดูแลสุขภาพจิตในชุมชน ที่งานต้นน้ำจะดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก เชื่อมโยงกันงานกลางน้ำและงานปลายน้ำที่เชื่อมโยงกับระบบบริการสุขภาพ เช่น รพสต. รพ.
5. การสร้างความตระหนักรู้ในวงวิชาการคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและต้องดูแลผู้อื่น จำเป็นต้องเยี่ยวยาดูแลสภาวะภายในของคนทำงานเช่นกัน จึงควรมีระบบเยียวยาหรือพักพิงใจของกลุ่ม CAs เพื่อรักษาพลังในการทำงาน