1. การสื่อสาร “สุขเป็น” ใน สื่อสังคมออนไลน์ (เฟซบุ๊ค)
โครงการพัฒนาเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตโดยกลไกชุมชนหรือโครงการ “สุขเป็น” มีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งระบุว่าพัฒนาเครือข่ายสุขเป็น ให้เป็นชุมชนการเรียนรู้สร้างสุขภาวะทางจิต (Learning Community) สร้างแบรนด์ให้เกิดแพร่กระจายจากการเรียนรู้ไปสู่สังคมทั้งในระดับพื้นที่และออนไลน์ ซึ่งตลอด 24 เดือนของการดำเนินการ โครงการได้สร้างการรับรู้แบรนด์ “สุขเป็น” ในระดับพื้นที่ ผ่านการทำงานการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกใน 15 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ทำการตามโครงการ และ 3 จังหวัดคู่ขนาน
ในพื้นที่ออนไลน์ โครงการได้จัดทำเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สุขเป็น” เพื่อสร้างการรับรู้และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิตเชิงบวกให้แพร่หลายในวงกว้าง พร้อมทั้งเผยแพร่แนวคิด ทักษะ รวมถึงเครื่องมือเกี่ยวกับการทำงานเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกเพื่อให้แกนนำในพื้นที่และคนทั่วไปเข้าถึงและนำไปปรับใช้กับตัวเองได้
สถานะปัจจุบันของเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สุขเป็น”
| ข้อมูล ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เฟซบุ๊คแฟนเพจ “สุขเป็น” มียอดผู้ติดตาม 1,831 คน (1.8K) กลุ่มผู้ติดตามส่วนใหญ่ราวร้อยละ 72.5 เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 25-54 ปี ซึ่งยอดติดตาม 1,821 คนในระยะ 2 ที่ผ่านมาถือว่าน่าสนใจเพราะเฟซบุ๊คแฟนเพจ “สุขเป็น” ไม่ได้ซื้อโฆษณาเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ดังนั้น ยอดผู้ติดตามที่เกิดขึ้นจึงเป็น Organic เป็นผู้ที่สนใจเรื่องจิตวิทยาเชิงบวกและการทำงานเรื่องนี้ของโครงการ |
|---|
นอกจากนี้ ผู้ติดตามส่วนใหญ่ ยังอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 27.7 รองลงมาคืออื่นๆ ร้อยละ 27.2 และอันดับสามคือนครนนทบุรี ร้อยละ 22.3 ซึ่งพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่ใช่พื้นที่ทำงานของโครงการ ยอดคนดูเพจทั้งสิ้น 228,074 ครั้ง ยอดที่รับชมนาน 3 วินาที = 6,117 ครั้ง ซึ่งยอดวิวรวม 228,074 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี สำหรับฐานผู้ติดตามเพียง 1,821 คน ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงสำหรับเพจขนาดเล็กที่มีผู้ติดตามไม่ถึง 2,000 คน เฉลี่ยอยู่ที่ 9,500 วิวต่อเดือน

ตาราง 1 ข้อมูลอายุและเพศผู้ติดตามเพจ

ตาราง 2 ข้อมูลเมืองที่อยู่อาศัยของผู้ติดตามเพจ
เนื้อหาของเพจที่ได้รับความสนใจและการมีส่วนร่วม
เฟซบุ๊คแฟนเพจ “สุขเป็น” อัพเดทเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 1 โพสต์ เนื้อหาส่วนใหญ่ที่โพสต์เป็นภาพ คลิปวิดีโอ และเนื้อหาเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่ของโครงการ ทั้งนี้ เนื้อหาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือลิ้งค์ ร้อยละ 50 รองลงมาเป็นรูปภาพหลายรูป ร้อยละ 19 และรูปภาพ ร้อยละ 15

ตาราง 3 เนื้อหาของเพจที่ได้รับความสนใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในด้านการมีส่วนร่วมกับเพจ (Engagement) ของผู้ติดตามและไม่ใช่ผู้ติดตาม ซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นตัวชี้วัดว่าผู้ติดตามมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหามากน้อยเพียงใด และส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึง (Reach) ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และโอกาสในการเปลี่ยนผู้ติดตามเป็นลูกค้าหรือผู้สนับสนุนจริง ซึ่งการมีส่วนร่วมทำได้หลายรูปแบบตั้งแต่ การกดสติกเกอร์แสดงความรู้สึก การแสดงความเห็น และการแชร์ข้อมูล
ทั้งนี้ ระดับการมีส่วนร่วมของเพจสุขเป็นในระยะเกือบ 2 ปีอยู่ที่ 17,563 ครั้งถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจและมีศักยภาพต่อยอด ในขณะที่เพจมียอดผู้ติดตามหลักพันแต่มีตัวเลขการมีส่วนร่วมในระดับหลักหมื่นถือว่าดีมาก ผู้ติดตามแต่ละคนมีส่วนร่วมกับเพจมากกว่า 9 ครั้งในช่วง 2 ปี ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วไปที่มักอยู่ราว 1–5% ต่อโพสต์ แสดงว่าเนื้อหาของเพจสามารถดึงดูดให้ผู้ติดตามกลับมามีส่วนร่วมซ้ำ ๆ ได้ดี
| สูตรคำนวณ อัตราการมีส่วนร่วม Engagement Rate= Total Engagement ×100 ค่าเฉลี่ยที่ดีอยู่ประมาณ 1–5% ขึ้นไป Followers |
|---|
จุดแข็งของเฟซบุ๊คแฟนเพจสุขเป็น
สำหรับเพจที่มีอายุ 2 ปี มีผู้ติดตาม 1,821 คน แต่ได้ยอดวิวรวมกว่า 228,000 ครั้งถือว่าสูงมาก ซึ่งเพจสุขเป็นมีจุดแข็งคือการสร้างคอนเทนต์ที่ดึงดูดให้ผู้ติดตามกลับมาเสพซ้ำ และยังสร้าง Engagement ได้สูง สิ่งที่ควรต่อยอดคือการ ขยายฐานผู้ติดตาม เพราะเมื่อจำนวนแฟนเพจเพิ่มขึ้น ยอดวิวและ Engagement จะยิ่งเติบโตแบบทวีคูณ
ความท้าทายของเพจสุขเป็นในโลกแห่งโซเชียลมีเดียที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
แม้ว่า ตัวเลขต่างๆ ทั้งยอดผู้ติดตามและระดับการมีส่วนร่วมของเพจสุขเป็นจะถือว่าน่าพอใจและมีศักยภาพในการต่อยอด แต่ความท้าทาย คือ ข้อจำกัดของแพลตฟอร์มที่มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตลอดเวลา เช่น ที่ผ่านมาสามารถค้นหา #สุขเป็น เพื่อดูยอดโพสต์ที่ติดแฮชแท็กได้ แต่ไม่ปัจจุบันไม่สามารถค้นหาได้แล้ว
นอกจากนี้ เฟซบุ๊คยังออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการมองเห็นเป็นระยะ เพื่อให้เจ้าของแฟนเพจเสียค่าใช้จ่ายดำเนินการเพื่อเปิดการมองเห็น ยังเป็นโจทย์ในอนาคตว่า หากจะสร้างการรับรแบรนด์สุขเป็นผ่านเฟซบุ๊คแฟนเพจ จะทำอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนและยังคงความนิยมบนฐาน organic fan ได้
ข้อเสนอสำหรับการขยายผลเฟซบุ๊คแฟนเพจบนฐานข้อมูลปัจจุบัน
เนื่องจากเฟซบุ๊คแฟนเพจุสุขเป็น มีศักยภาพในการต่อยอด ดังนั้น การสร้างการรับรู้ผ่านฐาน organic fan สามารถทำได้โดยใช้ข้อมูลของผู้ติดตามเพจปัจจุบัน ได้แก่
- ด้านกลุ่มเป้าหมาย ที่ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงและเป็นวัยทำงาน ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นแกนนำของโครงการ ดังนั้น การชักชวนให้ฐานผู้ติดตามเก่ามีส่วนเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เพจไปยังกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ เช่น เพศชายหรือกลุ่มวัยรุ่น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ และประเด็นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพจิตบวกเกี่ยวข้องกับคนทุกวัยและทุกกลุ่ม ดังนั้น เนื้อหาของเพจสามารถเข้าถึงคนทุกกลุ่มวัยได้
- ด้านเนื้อหา จากฐานข้อมูลพบว่า เนื้อหาที่คนสนใจส่วนใหญ่เป็นลิ้งค์ ที่คนจะคลิกต่อเพื่อรับชมข้อมูลข่าวสารต่างๆ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาประเภทรูปภาพที่ได้รับความสนใจเป็นลำดับถัดมาเป็นช่องทางในการต่อยอดขยายผล โดยเฉพาะเป็นรูปภาพที่เกิดจากการทำงานจริงของคนในพื้นที่ก็จะยิ่งเพิ่มการดูซ้ำได้มากขึ้น โดยอาจจะใช้รูปภาพที่น่าสนใจประกอบกับเนื้อหาที่เขียนเป็นเรื่องเล่าหรือประเด็นน่าสนใจจากการทำงานประกอบกันเพื่อที่จะได้ทั้งยอดวิวและประเด็นสำคัญในการทำงานที่จะใช้ต่อยอดให้คนทำงานในพื้นที่ต่อไป
- การสร้างแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อกับเพจ เพื่อเป็นช่องทางสำรองและขยายฐานผู้ติดตาม เช่น การใช้ Instagram TikTok หรือ X แต่ควรมีผู้ดูแลเฉพาะด้านงานโซเชียลมีเดียเพื่อดูเนื้อหาภาพรวมให้สอดคล้องกันและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคเบื้องต้นได้
- ทั้งนี้ รายงาน Digital 2025 จาก DataReportal ได้ทำการรวบรวมและสรุปข้อมูลเกี่ยวกับ พฤติกรรมการใช้ Digital ของคนไทย พบว่า TikTok แซงหน้า Facebook ขึ้นเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้ชื่นชอบมากที่สุด บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อของผู้คน โดยหันมาให้ความสนใจกับวิดีโอสั้น (Short Video) และเนื้อหาที่สร้างสรรค์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย ซึ่งยังมีฐานผู้ใช้ที่กว้างขวางและฟังก์ชันที่หลากหลาย ทำให้ Facebook ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการติดต่อสื่อสารและเข้าถึงข้อมูล แต่มีเปอร์เซ็นต์ความชื่นชอบลดลง แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความสนใจ ของผู้ใช้ในยุคที่แพลตฟอร์มใหม่ๆกำลังเติบโต

ข้อมูลจาก https://www.popticles.com/trends/thailand-digital-and-social-media-2025/
2. ข้อมูลประกอบผลลัพธ์เชิงระบบ “สุขเป็น” ในงานบริการปฐมภูมิ
กรณีศึกษาตำบลป่าตัน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง
(ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม CAs อสม. และ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2569)
1. ผลลัพธ์ (Outcomes)
1.1 การเปลี่ยนแปลงภายในตนเอง
กลุ่มแกนนำ อสม. ได้สะท้อนว่าตนเองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ไม่ตีตราและไม่ด่วนตัดสินคนไข้ ส่งผลให้ตัว อสม. เองได้มีการปรับคำพูดและวิธีการสื่อสารที่ใช้กับผู้ป่วย ทำให้ทัศนคติของผู้ป่วยเปลี่ยนตาม เกิดการรับฟังมากขึ้น และเริ่มเห็นคุณค่าในตนเอง จนทำให้ยอมเข้ารับการรักษาในที่สุด ในด้านของอารมณ์ ก็สัมผัสได้ว่าตนเองรู้เท่าทันอารมณ์เร็วขึ้นเมื่อเทียบกับแต่ก่อน เมื่อรู้เท่าทันอารมณ์แล้วก็รู้วิธีการจัดการอารมณ์ของตนเองได้ เกิดความนิ่งทางอารมณ์ ใจเย็นลงได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ในกลุ่มอสม.เองยังกล้าพูดและกล้าแสดงออกมากขึ้นจากการเข้าร่วมกิจกรรมสุขเป็นในแต่ครั้ง ได้ฝึกพูด ฝึกแสดงความคิดเห็น และได้นำกิจกรรมสุขเป็นไปปรับใช้กับการทำงานในบทบาทของตนเอง เหมือนเป็นการพัฒนาศักยภาพในการทำงานอีกด้านหนึ่ง
1.2 การเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ (ครอบครัว เพื่อนบ้าน เครือข่าย)
เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากข้างในแล้ว พวกเขาสะท้อนเพิ่มเติมว่าความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทั้งคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และผู้ป่วยในชุมชน ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพราะเริ่มตระหนักถึงผลกระทบของอารมณ์ที่มีต่อตนเองและผู้อื่น โดยเฉพาะอารมณ์เชิงลบ “ถ้าเราโกรธ คนอื่นก็จะได้รับผลจากอารมณ์ของเราเหมือนกัน” เห็นได้ชัดว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการรู้เท่าทันอารมณ์ และการจัดการอารมณ์ของตนเองมาก เพราะพวกเขามองว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน
1.3 การเปลี่ยนแปลงมุมมองการทำงานในชุมชน ที่เน้น “ความสุข”
มุมมองต่อการทำงานในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป เกิดแกนนำสุขเป็น การทำงานในบทบาทของ อสม. อย่างการไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเอง ก็เน้นทำด้วยใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่ไปทำตามหน้าที่ให้มันจบไป แต่ให้เวลา ให้ความใส่ใจกับผู้ป่วย รับฟังเขามากขึ้น เมื่อความสัมพันธ์ของเรากับผู้ป่วยดีขึ้น ผู้ป่วยเขาก็รู้สึกสุขใจและอยากให้มาเยี่ยมบ่อย ๆ กระบวนการทำงานของกลุ่มแกนนำ อสม. เองก็เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน มีการสอดแทรกสุขเป็นเข้าไปในทุกกิจกรรมที่ทำกับชุมชน กลุ่มอสม. ได้สะท้อนว่า “ถ้าเราแฮปปี้ คนไข้เขาก็แฮปปี้ และดีขึ้นตามลำดับ คนที่ได้ประโยชน์ในที่นี้ก็คือตัวคนไข้และครอบครัวของเขาเอง”
จากการเปลี่ยนแปลงในแต่ละด้านนั้น กลุ่มแกนนำ อสม. ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงภายในตนเองมาเป็นอันดับ 1 เพราะพวกเขาได้สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงจากภายในนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด หากตนเองไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ความสัมพันธ์ที่ดี และกระบวนการทำงานในชุมชนอย่างมีความสุข ไม่อาจเกิดตามมาได้
2. ความสำคัญของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Significant)
กลุ่มแกนนำ อสม. มองว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในของตนเองนั้น ส่งผลให้คนรอบข้างมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย และทำให้ตนเองสามารถเป็น “ต้นแบบความสุข” ให้กับผู้อื่นได้ จากการที่พวกเขาเองนั้นมีความสุขด้วยตนเองได้ง่ายขึ้น
ในด้านของความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะกับผู้นำชุมชนก็มีความใกล้ชิดและเป็นกันเองมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทำให้การผลักดันงานบางอย่างมีช่องทางมากขึ้น การทำงานง่ายและราบรื่นขึ้น จึงอยากจะสร้างต้นแบบการทำงานในลักษณะนี้ให้คนรุ่นต่อไป นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นยังทำให้คนในชุมชนมองเห็น อสม. ที่เป็นแกนนำในฐานะ "ที่พึ่ง" ของชุมชนมากขึ้น และได้กล่าวว่าการนำสุขเป็นเข้ามาใช้กับตัวเองและใช้ในการทำงานนั้นช่วยลดความรุนแรงของปัญหาสุขภาพจิตในชุมชนไปได้เยอะ ลดโอกาสการเกิดเหตุการณ์รุนแรง ลดอัตราการฆ่าตัวตายลงได้ อีกทั้ง สิ่งที่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน คือ คนในชุมชนที่มีปัญหาสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้ ผ่านการร่วมกันหาทางออก การสร้างโอกาส และช่วยเหลือโอบอุ้ม สร้างความมั่นใจให้เขา และทำให้หลุดพ้นจากปัญหาที่เรื้อรังมานาน รวมถึงสุขเป็นนั้นเข้ามาช่วยให้การทำงานของ 3 หมอ (อสม. นักสาธารณสุข แพทย์) ง่ายขึ้น ลดช่องว่างในการทำงาน ลดกำแพงของคนในชุมชน ลดชนชั้น เกิดจิตเมตตาต่อผู้อื่น และเห็นตรงกันทุกคนว่า “สุขเป็นทำให้ชุมชนน่าอยู่ขึ้น”
3. การมีส่วนสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงจากโครงการ (Contributions)
ปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากการเข้าร่วมกิจกรรม 7-3-3-3 ซึ่งเป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ สร้างการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงภายใน กลุ่มแกนนำ อสม. ได้ให้ข้อมูลว่า ตนเองเริ่มรู้สึก “เอ๊ะ” หรือฉุกคิดได้ ในครั้งที่ 3 ตอนถูกชวนคิด การตั้งคำถาม ด้วยคีย์เวิร์ดสำคัญที่ว่า “ไม่มีถูก ไม่มีผิด” ทำให้รับรู้ถึงบรรยากาศที่ปลอดภัย กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าพูดกล้าคุยมากขึ้น และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมครั้งที่ 4 จึงเริ่มเข้าใจแนวคิดและกระบวนการของสุขเป็นจริง ๆ จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากจะนำสุขเป็นไปเผยแพร่ต่อให้กับคนในชุมชน
นอกจากนี้ กลุ่มแกนนำ อสม. ยังสะท้อนว่า กิจกรรม 7-3-3-3 ได้สร้างศักยภาพให้พวกเขาได้กล้าพูด กล้าแสดงออกมากขึ้น ผนวกกับมีหมอแนนที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงเข้ามาเสริมแรง ชักชวนให้กลุ่มแกนนำ อสม. ไปทำต่อโดยการลองด้วยตนเองก่อน และนำกิจกรรมสุขเป็นไปปรับใช้ในบทบาทการทำงาน เช่น การออกหน่วย การประชุม อสม. เป็นต้น โดยในการทำกิจกรรมแต่ละครั้งก็ได้มีการส่งภาพการทำกิจกรรมผ่านช่องทางกลุ่ม Line “สุขเป็นลำปาง” จะมีพี่ตุ้มและพี่หน่อยที่คอยเสริมแรง แนะนำ กระตุ้น และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
CAs ตำบลป่าตัน ลงความเห็นให้คะแนนการประเมินผลลัพธ์โครงการอยู่ที่ระดับ 5 คือ หากไม่มีโครงการนี้ ความเปลี่ยนแปลงอาจเกิดเพียงเล็กน้อย หรือไม่สมบูรณ์ โครงการนี้จึงเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนให้บรรลุผลลัพธ์
3. ข้อมูลประกอบผลลัพธ์เชิงระบบ “สุขเป็น” ในงานจิตเวชชุมชน
กรณีศึกษาตำบลบ้านบอม อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง (ไม่ใช่พื้นที่โครงการโดยตรง แต่ CAs ขยายผลไปยังผู้รับประโยชน์)
1. ผลลัพธ์ (Outcomes)
พื้นที่บ้านบอม ได้นำกระบวนการของสุขเป็น ไปประยุกต์ใช้โดยเริ่มจากการดูแลผู้ป่วยเป็นจุดตั้งต้น หรือเป็นการเริ่มต้นจากปลายน้ำ จึงมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เมื่อได้ลองใช้สุขเป็นกับผู้ป่วยแล้วเกิดผลลัพธ์ที่ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างชัดเจน ตัวแกนนำเองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในเช่นกัน โดยได้สะท้อนว่า กลุ่มแกนนำ อสม. ได้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองที่มีต่อผู้ป่วย จากเดิมที่มองผู้ป่วยเป็นภาระ เพราะอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่เกิด ไม่คิดว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชุมชนได้ กลับกลายปรับมุมมองตนเอง ให้ใจเย็นมากขึ้น และมองว่าการให้ความสำคัญ ให้ความเข้าใจกับผู้ป่วย ไม่ตีตรา ไม่ตัดสิน มองผู้ป่วยคือมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ รับฟังอย่างตั้งใจ พยายามเข้าใจบริบทชีวิตและความรู้สึกของผู้ป่วยให้มากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจต่อแกนนำ อสม. และยอมเข้ารับการรักษาในระบบมากยิ่งขึ้น
2. ความสำคัญของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Significant)
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นในระดับชุมชน โดยคนในชุมชนก็เริ่มปรับเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้ป่วย ลดการตีตราและการกีดกันทางสังคม ส่งผลให้ผู้ป่วยเปิดใจยอมรับการรักษา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น นอกจากนี้ สมาชิกในครอบครัวก็เปิดใจยอมรับผู้ป่วยมากขึ้น เกิดการปรับตัวและสนับสนุนการรักษา คอยปรึกษากับแกนนำ อสม. อยู่เสมอ ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวและชุมชนได้ มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเพิ่มขึ้น และได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน แกนนำ อสม. สะท้อนว่า “ชุมชนสงบสุขมากขึ้น คนไม่รังเกียจผู้ป่วย”
3. การมีส่วนสนับสนุนให้เกิดผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงจากโครงการ (Contributions)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ จุดเริ่มต้นจากการที่หมอแนนเข้ามาทำเป็นตัวอย่างให้กับกลุ่มแกนนำ อสม. ดูว่า ในการออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วย ควรต้องทำอย่างไร ทั้งในเรื่องการพูด ท่าทาง การสบตา การเข้าหาผู้ป่วย โดยหลังจบทุกเคสจะมีการถอดบทเรียนร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ และมีพี่ตุ้มที่เข้ามาเสริมเรื่องของการใช้เทคนิคการพูดคุยอย่างเท่าเทียม รวมถึงเทคนิคการฟัง การสื่อสาร และการทำความเข้าใจว่าผู้ป่วยทุกคนมีคุณค่าและมีตัวตน
ตำบลบ้านบอม ลงความเห็นให้คะแนนการประเมินผลลัพธ์โครงการอยู่ที่ระดับ 6 คือ การดำเนินงานของโครงการเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงมากต่อทั้งขนาด คุณภาพ และผลกระทบที่เกิดขึ้น
4. นิยามศัพท์สำคัญของการประเมินผลภายใน (อ้างอิงจากคู่มือนิยามศัพท์ของ สสส., 2566)
การขับเคลื่อน หมายถึง กระบวนการ วิธีการที่นําเอานโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการไปสู่การปฏิบัติ โดยมีกระบวนการและวิธีการที่เหมาะสมกับบริบททางสังคมกลุ่มประชากรเป้าหมาย กลุ่มองค์กรหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
กลไกการขับเคลื่อนงาน หมายถึง สิ่งที่ทําให้ระบบขับเคลื่อนหรือดําเนินต่อไปได้ซึ่งอาจหมายรวมถึงคณะกรรมการหรือคณะทํางานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตลอดจนกระบวนการหรือเครื่องมือที่ส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนงานของภาคีเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ หรือลดความเลื่อมล้ำหรือลดความไม่เป็นธรรมทางสุขภาพ
กระบวนการพัฒนาศักยภาพ หมายถึง กระบวนการเสริมสร้างให้บุคคลหรือภาคีเครือข่าย มีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดทักษะในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การฝึกอบรม การลงพื้นที่ศึกษาดูงาน การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นต้น โดยสามารถนําความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่ได้รับไปใช้ในการขับเคลื่อนการดําเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ
กลไกระดับพื้นที่ หมายถึง การขับเคลื่อนหรือดําเนินงานระดับพื้นที่ คือ อําเภอและตําบลที่อาศัยพื้นที่ดําเนินงานเป็นปัจจัยหลักในการทํางานร่วมกันของทุกภาคส่วน เช่น คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอําเภอ (พชอ.) เครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิ กองทุนสุขภาพตําบล ฯลฯ มีการกําหนดแผนปฏิบัติงานแนวปฏิบัติรองรับการบริหารจัดการ การจัดสรรทรัพยากร การจัดองค์กร หน่วยงานเพื่อให้มีการดําเนินงานสร้างเสริมสุขภาพตลอดจนจัดการสิ่งแวดล้อมและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่
การขยายผล หมายถึง การนําความรู้ ผลงาน ต้นแบบ กลไก หรือแนวปฏิบัติที่ดีไปกําหนดเป็น
นโยบาย ขับเคลื่อนการดำเนินงาน หรือทดลองใช้ในพื้นที่อื่น ๆ
ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพจิต หมายถึง ผลการเปลี่ยนแปลงคะแนนแสดงระดับสุขภาพจิตในทิศทางเป็นบวกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ (ในกลุ่มเป้าหมาย) ที่เป็นผลจากการดําเนินงาน
5. แบบประเมินผลลัพธ์ต่อสุขภาพจิต ด้วยแบบประเมินความสุข (THI-15)
1. ฉันรู้สึกพึงพอใจในชีวิต
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
2. ฉันรู้สึกสบายใจ
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
3. ฉันรู้สึกเบื่อหน่ายท้อแท้กับการดำเนินชีวิตประจำวัน(*)
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
4. ฉันรู้สึกผิดหวังในตัวเอง(*)
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
5. ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีแต่ความทุกข์(*)
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
6. ฉันสามารถทำใจยอมรับได้สำหรับปัญหาที่ยากจะแก้ไข (เมื่อมีปัญหา)
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
7. ฉันมั่นใจว่าสามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อมีเหตุการณ์คับขันหรือร้ายแรงเกิดขึ้น
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
8. ฉันมั่นใจที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิต
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
9. ฉันรู้สึกเห็นใจเมื่อผู้อื่นมีความทุกข์
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
10. ฉันรู้สึกเป็นสุขในการช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหา
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
11. ฉันให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่นเมื่อมีโอกาส
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
12. ฉันรู้สึกภูมิใจในตนเอง
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
13. ฉันรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย เมื่ออยู่ในครอบครัว
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
14. หากฉันป่วยหนัก ฉันเชื่อว่าครอบครัวจะดูแลฉันเป็นอย่างดี
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
15. สมาชิกในครอบครัวมีความรักและผูกพันต่อกัน
○ ไม่เลย ○เล็กน้อย ○มาก ○มากที่สุด
- การให้คะแนนแต่ละข้อคำถาม
ไม่เลย = 0
เล็กน้อย = 1
มาก = 2
มากที่สุด = 3
- (*) ข้อคำถามเชิงลบให้กลับค่าคะแนน
- การทดสอบค่าความเชื่อมั่นของข้อคำถามเพื่อใช้ในพื้นที่โครงการด้วย Cronbach alpha = 0.803 (ความเชื่อมั่นระดับดี)
6. แบบประเมินผลลัพธ์ด้านสุขภาพจิตของ CAs ระยะท้ายโครงการ ด้านทักษะสร้างสุขและระดับความสุขตามแนวคิด PERMA
- ฉันมองโลกในแง่ดีได้ แม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่พอใจ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันนึกขอบคุณตัวเองและสิ่งรอบตัว แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ
- ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันตั้งเป้าหมายเล็กๆ น้อย ๆ ให้กับตัวเองอยู่เสมอและพยายามทำให้สำเร็จ ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันค้นพบข้อดีหรือความถนัดของตนเอง
- ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อฉันมีความทุกข์หรือไม่สบายใจ ฉันจะทบทวนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองก่อนเสมอ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อคนอื่นทำให้ฉันไม่พอใจ ฉันจะจัดการความรู้สึกตนเองก่อนที่จะแก้ปัญหา○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันให้เวลาตัวเองเพื่อที่จะดูแลร่างกายและจิตใจมากขึ้น○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันพูดคุยกับคนอื่นอย่างใส่ใจ และรับฟังด้วยความเข้าใจ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันมีกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุขเพลิดเพลินจนลืมเวลา○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- ฉันรู้สึกว่าตนฉันมีประโยชน์ต่อคนในครอบครัวและคนรอบข้าง○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ฉันมีอารมณ์เชิงบวกมากขึ้น เช่น สดชื่น แจ่มใส เบิกบาน○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ฉันสามารถจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำได้มากขึ้น ○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ มากขึ้น○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากกว่าเดิม○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ฉันรู้สึกว่ามีเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆ ในแต่ละวันมากขึ้น○ จริงอย่างมาก ○ค่อนข้างจริง ○จริงเพียงเล็กน้อย ○ไม่จริงเลย
- หมายเหตุ ข้อ 1-8 เป็นทักษะสร้างสุข
- ข้อ 9-15 ความสุขตามแนวคิด PERMA
- การให้คะแนนแต่ละข้อคำถาม
- จริงอย่างมาก 3 คะแนน
- ค่อนข้างจริง 2 คะแนน
- จริงเพียงเล็กน้อย 1 คะแนน
- ไม่จริงเลย 0 คะแนน
คะแนนรวม 15 ข้อ คิดเป็น 0-45
เกณฑ์การประเมินผล
คะแนน ร้อยละ80 สูง 36-45
ร้อยละ 60-79 ปานกลาง 27-35
น้อยกว่า 59 ต่ำ 0-26
ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.904 อยู่ในระดับดีมาก
7. ข้อคำถามประเมินดัชนีสุขภาพจิตชุมชนท้องถิ่น (Community Mental Health Index; CMHI)
| ไม่รู้/ไม่มี | ท่านไม่รู้หรือไม่ทราบว่ามีเรื่องนั้นๆ อยู่ในชุมชนของท่าน |
|---|---|
| น้อยที่สุด | การรับรู้และความรู้สึกของท่านที่มีต่อ กิจกรรม/เหตุการณ์นั้นๆ ในระดับน้อยที่สุด หรือแทบจะไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในชุมชน |
| น้อย | การรับรู้และความรู้สึกของท่านที่มีต่อ กิจกรรม/เหตุการณ์นั้นๆ ในระดับน้อย หรือมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอยู่บ้างเล็กน้อยในชุมชน |
| มาก | การรับรู้และความรู้สึกของท่านที่มีต่อ กิจกรรม/เหตุการณ์นั้นๆ ในระดับมาก หรือมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในชุมชน |
| มากที่สุด | การรับรู้และความรู้สึกของท่านที่มีต่อ กิจกรรม/เหตุการณ์นั้นๆ ในระดับมากที่สุด หรือมีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในชุมชน |
รายละเอียดข้อคำถามจำนวน 36 ข้อ
1. ชุมชนมีการรับฟัง ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกแก่ประชาชนในชุมชน
2. ชุมชนให้การยอมรับ หรือให้โอกาสประชาชนได้ใช้ ศักยภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน
3. ชุมชนมีการให้ข้อมูลแหล่งช่วยเหลือที่มีในชุมชน
4. ชุมชนช่วยเหลือเงินหรือสิ่งของที่จำเป็นแก่ประชาชนเมื่อ ต้องการความช่วยเหลือ
5. ชุมชนมีการให้คำปรึกษา กำลังใจ ช่วยเหลือเวลาที่ประสบ กับปัญหา
6. ชุมชนมีกลุ่ม/เครือข่ายที่ร่วมกันช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาที่ เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตประชาชน
7. ชุมชนเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ได้ตามที่ต้องการ
8. หากเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์วิกฤตขึ้น ประชาชนใน ชุมชนจะรวมตัวกันเพื่อดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
9. ท่านรู้สึกได้รับการยอมรับและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน
10. ชุมชนให้ความสำคัญกับทุกคนในชุมชน
11. ท่านมีโอกาสใช้พื้นที่สีเขียว/พื้นที่สาธารณะในชุมชนเพื่อ พักผ่อนและทำกิจกรรมร่วมกัน
12. ความสะดวกในการเดินทางไปพักผ่อนหรือทำกิจกรรมใน พื้นที่สีเขียว/พื้นที่สาธารณะในชุมชน
13. เมื่อท่านเดินอยู่ในชุมชน ท่านจะรู้สึกปลอดภัยอยู่เสมอ
14. ท่านคิดว่าแผนหรือแนวทางที่ชุมชนมีสามารถรับมือกับ ปัญหาความรุนแรง/อาชญากรรม/ปัญหาทางด้านมลพิษ ได้
15. เมื่อเกิดปัญหาหรือเหตุการณ์วิกฤตในชุมชน (เช่น ภัยธรรมชาติ ความรุนแรง ฯลฯ) ท่านคิดว่าชุมชน สามารถจัดการและปรับตัวได้
16. ชุมชนของท่านมีสาธารณูปโภค (เช่น ไฟฟ้า ประปา ขนส่งมวลชน ฯลฯ) ที่เพียงพอต่อการ ดำเนินชีวิตประจำวัน
17. ท่านรู้สึกว่าคนในชุมชนของท่านมีรายได้เพียงพอต่อการ ดำรงชีวิต
18. ท่านมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต
19. สมาชิกในครอบครัวของท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
20. สมาชิกในครอบครัวของท่านมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
21. สมาชิกในครอบครัวของท่านมีความรู้สึกห่วงใยและ ไว้วางใจกัน
22. ท่านเห็นว่ามีคนบางกลุ่มถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรม บางอย่างในชุมชน
23. ส่วนใหญ่เมื่อคนในชุมชนมีปัญหาด้านสุขภาพจิตจะเลือก หลีกหนีออกจากสังคมและรอให้อาการป่วยหายเอง
24. ท่านเคยได้ยินคนในชุมชนเรียกผู้ป่วยจิตเวชหรือคนที่มี ปัญหาสุขภาพจิตว่าเป็นคนบ้า
25. คนในชุมชนเชื่อว่าผู้ป่วยจิตเวชหรือคนที่มีปัญหา สุขภาพจิตไม่สามารถป้องกันหรือรักษาได้
26. ท่านเคยเห็นผู้ป่วยจิตเวชหรือคนในครอบครัวที่มีผู้ป่วย ถูกกีดกันไม่ให้ทำกิจกรรมร่วมกับคนในชุมชน
27. ท่านเคยเห็นผู้ป่วยจิตเวชถูกปฏิเสธความช่วยเหลือจากคน ในชุมชน
28. ชุมชนของท่านมีการส่งเสริมความรู้เรื่องการดูแล สุขภาพจิตของตนเองให้กับประชาชน
29. ชุมชนของท่านมีการส่งเสริมสุขภาพจิตให้กับเด็กใน โรงเรียน
30. ชุมชนของท่านมีการส่งเสริมทักษะในการเลี้ยงดูบุตรให้กับ พ่อแม่ผู้ปกครอง
31. ชุมชนของท่านมีกิจกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการคิด ทำร้ายตนเอง
32. ชุมชนของท่านมีการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตของคนใน ชุมชน
33. คนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพจิตได้ง่าย
34. หากท่านต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตท่านรู้ว่า จะขอรับการช่วยเหลือได้จากที่ใด
35. ท่านพึงพอใจต่อการดูแลสุขภาพจิตซึ่งกันและกันของคน ในชุมชน
36. ท่านพึงพอใจต่อบริการสุขภาพจิตในหน่วยบริการใน ชุมชนของท่าน
8. แบบรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์

